สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งงาน มีอะไรบ้าง ?

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน งานแต่งหรืองานมงคลสมรส คือการที่เราได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และร่วมอำนวยอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตรักที่ราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรค และแน่นอนเลยว่างานนี้เป็นงานมงคลที่จัดเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต คู่บ่าวสาวก็คงอยากจะให้งานออกมาเพอร์เฟ็คที่สุด ฉะนั้นแล้วในฐานะที่เราได้รับเกียรติจากเจ้าของงานให้ได้เข้าไปร่วมในงานล่ะก็ สิ่งหนึ่งที่พึงระวังคือ ‘มารยาท’ ในการไปร่วมงาน วันนี้เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งมาฝากทุกคนกัน เผื่อวันหนึ่งคุณจะมีโอกาสได้ไปร่วมค่ะ การเลือกสวมเสื้อผ้า ควรเช็คกับคนไปร่วมงานคนอื่น ๆ หรือสอบถามบ่าวสาวว่างานครั้งนี้มีธีมหรือสีกำหนดหรือไม่ แต่หากคุณไม่มีชุดสีนั้นก็อาจจะเลือกโทนสีให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใส่สีที่โดดเก่นจนกินซีนเจ้าสาว และข้อห้ามสำคัญคือห้ามใส่สีดำเป็นอันขาดนะคะ ไม่ถือวิสาสะเชิญแขกคนอื่นเอง ก่อนอื่นคุณห้ามลืมเด็ดขาดว่างานแต่งงานเป็นของคนอื่น ฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะชวนคนอื่นที่เจ้าภาพไม่ได้เชิญมาร่วมงานได้ เพราะหากคุณชวนมาเกินจำนวนที่บ่าวสาวตระเตรียมไว้ก็อาจจะส่งผลต่อแขกคนอื่น ๆ ได้ แต่หากบ่าวสาวเป็นคนเอ่ยปากขอให้คุณเป็นคนช่วยเชิญ ข้อนี้สามารถทำได้ค่ะไม่ติด ดูแลบุตรหลานที่ไปร่วมงาน บางคนอาจจะมีลูกเล็กที่อยู่ในวัยงอแงหรือวัยกำลังซน ฉะนั้น ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ให้ดีว่าเหมาะจะพาไปด้วยหรือไม่ เพราะหากน้องเกิดงอแงหรือวิ่งวุ่นในงานขึ้นมา อาจทำให้งานนี้ดูกร่อยไปเลยก็ได้ เลือกโต๊ะในตำแหน่งที่พอเหมาะ หากคุณเพื่อนซี้กับเจ้าภาพ คุณอาจจะมีโต๊ะส่วนตัวรองรับไว้อยู่แล้ว แต่หากคุณไปงานในฐานะคนรู้จัก ก็ควรเลือกนั่งในตำแหน่งกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ข้อสำคัญห้ามเลือกนั่งชุดโต๊ะหน้าสุดเด็ดขาด เพราะนั่นถือเป็นที่สำหรับแขก VIP นะคะ อย่าไปงานสายจนเกินไป คุณควรไปถึงงานอย่างน้อย ๆ 30 นาทีก่อนที่งานจะเริ่ม เพราะนอกจากจะได้โต๊ะในตำแหน่งที่ต้องการแล้ว คุณยังจะได้ดูบรรยากาศภายในงานแบบเพลิน ๆ […]

ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

การไปร่วมงานสำคัญของผู้อื่นข้อปฏิบัติและมารยาทที่ควรทำในงานนั้น ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ยิ่งเป็นงานศพซึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยความรัก ความโศกเศร้า และความห่วงหาอาลัยด้วยแล้ว ผู้ที่ไปร่วมงานก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ซึ่งการไปงานศพนอกจากจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยโทนสีที่สุภาพแล้ว มารยาทเรื่องอื่น ๆ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อปฏิบัติที่สำคัญในการไปร่วมงานศพมานำเสนอเพื่อเป็นความรู้ให้กับทุกคนกันค่ะ การให้เกียรติเจ้าภาพ อย่างที่ทราบกันดีว่าการไปร่วมงานในลักษณะนี้ การให้เกียรติเจ้าภาพด้วยการแต่งกายถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ชุดที่เลือกใส่ควรเป็นสีดำล้วน ขาว สีเทาเข้ม หรือสีสุภาพไม่ฉูดฉาด และต้องดูเรียบร้อย ไม่รัดรูป เครื่องประดับสวมใส่ได้แต่ไม่ควรเป็นเครื่องประดับที่มีประกายมากจนเกินไป วันแรกของการตั้งศพนั้นจะเริ่มต้นด้วยพิธีรดน้ำศพ โดยพิธีนี้ส่วนใหญ่แล้วเจ้าภาพจะเชิญคนสนิท หรือคนที่รู้จักเพื่อไปร่วมพิธี แต่ในปัจจุบันหากผู้ตายเป็นที่เคารพรักของผู้อื่น เจ้าภาพก็จะจัดงานเพื่อให้คนอื่นสามารถร่วมพิธีได้ โดยการไปรดน้ำศพนั้นผู้เข้าร่วมงานเมื่อเดินทางไปถึงพิธีแล้วก็ควรทักทายและแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพ จากนั้นให้ไปนั่งรอในที่ที่จัดเตรียมไว้ แล้วเจ้าภาพจะเป็นผู้มาเชิญท่านให้ไปรดน้ำศพที่ตั้งอยู่ โดยให้ทำความเคารพศพ และเทน้ำอบที่เตรียมไว้ลงบนมือ พร้อมขออโหสิกรรม แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม การแสดงความเสียต่อเจ้าภาพถือเป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำ แต่หากรู้สึกลำบากใจที่ต้องกล่าวบางสิ่งก็อาจจะพูดให้กำลังใจ หรือพูดถึงเรื่องราวดี ๆ อื่น ๆ ที่สำคัญห้ามพูดถึงเรื่องแย่ ๆ ของผู้ที่จากไปเด็ดขาด เพราะจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวผู้ตายและเจ้าภาพค่ะ ควรส่งพวงหรีดไปตอนไหน ? บางคนอาจจะไม่สะดวกเดินทางไปเคารพศพแต่ต้องการส่งพวงหรีดไปเพื่อเป็นการแสดงความอาลัย โดยการส่งพวงหรีดนั้นสามารถส่งได้ตลอดระยะเวลาในการจัดงานศพค่ะ ควรวางตัวอย่างไรเมื่อไปร่วมงานศพ ? เมื่อเดินทางไปถึงงานแล้วควรทักทายเจ้าภาพ เข้าไปกราบพระ และเคารพผู้ล่วงลับไปแล้ว […]

ข้อปฏิบัติที่ควรรู้! ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ

เชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะต้องถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าห้ามเข้าใกล้พระสงฆ์ หรือห้ามแตะตัวพระสงฆ์เด็ดขาด ซึ่งแม้ที่มาของคำสอนเหล่านี้เราจะได้ยินกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน คงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมถึงห้ามโดนตัวพระ หากโดนแล้วผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบเรื่องนี้กันค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า ‘ผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่มาของคำสอนนี้มาจากบัญญัติวินัยของภิกษุหมวดอาบัติ ซึ่งพระสงฆ์จะมีศีลข้อหนึ่งในสังฆาทิเลส ๑๓ ได้ห้ามว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเลส” โดยมีความหมายโดยรวมว่า หากภิกษุมีความรู้สึกพึงพอใจ หรือมีอารมณ์ทางเพศกับสุภาพสตรี แล้วเอามือไปสัมผัสถูกกายสุภาพสตรีหรือภิกษุเอาร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของภิกษุไปสัมผัสเข้ากับกานสตรี ภิกษุนั้นต้องอาบัติ ‘สังฆาทิเลส’ ซึ่งคำนี้ว่าอาบัตินี้คือการปรับความผิดกับพระสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้มีการปรับความผิดแก่ฆราวาสแต่อย่างใด ดังนั้นคำว่าที่ว่าห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับผู้หญิง แต่เนื่องจากมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ชาวบ้านจึงเกิดความเข้าใจและมีการสั่งสอนลูกหลานที่เป็นผู้หญิงสืบต่อกันมานั่นเองค่ะ แต่ทั้งนี้ ตัวของผู้หญิงหรือสีกาเองก็ไม่อยากจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องสังฆาทิเลส ดังนั้น ทางนี้ที่ปลอดภัยที่สุด คือผู้หญิงจะต้องไม่จับต้องพระภิกษุเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มีข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ เช่นกัน เช่น พระสงฆ์ถูกตัวผู้หญิงโดยไม่ได้ตั้งใจถือว่าผิดไหม พระสงฆ์ถูกตัวมารดาได้หรือเปล่า ซึ่งในข้อบัญญัติของพระสงฆ์ก็จะได้มีการระบุชัดเจนไว้อยู่แล้ว ว่าหากพระสงฆ์มีความกำหนัดต่อการถูกกายหญิงเท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องที่อาบัติ แต่หากไม่มีความกำหนัด เช่น การดูแลมารดาที่ป่วย การช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่กำลังจะถูกรถชน หรือในกรณีที่พระสงฆ์ป่วยจนต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หญิงหรือพยาบาลที่ต้องทำไปตามหน้าที่ ทั้งหมดนี้จะถือว่าไม่มีการอาบัติแต่อย่างใด ขณะเดียวกันหากมีกรณีที่ผู้หญิงสัมผัสหรือถูกกายภิกษุก่อน แต่ถ้าภิกษุไม่มีความยินดีในการรับสัมผัสนั้น การกระทำนี้ก็ไม่มีเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติเช่นกัน เพราะจิตของพระสงฆ์ไม่ได้มีความกำหนัดแม้แต่น้อย […]

ไขปัญหาข้องใจ ทำไมคนไทยต้องไหว้กัน ?

หลายคนคงกำลังเกิดคำถามอยู่ไม่น้อย ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไปโรงเรียน ไปบ้านญาติ หรือไปเจอคนรู้จัก ทำไมต้องเราต้องยกมือไหว้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจเหล่านี้กันค่ะ ซึ่งทุกคนคงจะได้ยินคำว่า ‘ไปมา ลาไหว้’ กันมาอย่างแน่นอน ซึ่งคำนี้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะมีขึ้นมาเองได้ แต่มันมักมาจากการกระทำของคนที่ปฏิบัติต่อกันมาเสียมากกว่า ซึ่งการไหว้นั้นเปรียบเสมือนกับการแสดงสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ยังได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ‘คนไทยเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ การไหว้จึงเหมือนเป็นการแสดงความมีสัมมาคารวะอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมเนียมการทักทาย เมื่อไปโรงเรียนและกลับถึงบ้านลูกจะไหว้ผู้ปกครอง หรือเมื่อไปโรงเรียนหรือกลับบ้านเด็ก ๆ ก็จะไหว้คุณครู ซึ่งเมื่อปฏิบัติแบบนี้ก็จะทำให้ผู้ใหญ่หรือผู้ที่พบเห็นเกิดความเอ็นดู เมื่อไปถึงก็ไหว้ เมื่อจะไปก็ลา’ ทั้งหมดนี้ก็คือนิยามของคำว่าไปมาลาไหว้นั่นเองค่ะ แต่วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้นแม้จะไม่ได้มีหลักฐานที่ระบุชัดเจน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ‘การไหว้เกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์นั้นมีสมองและมีพัฒนาการที่ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์จึงต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’ ทั้งนี้ เราก็จะเห็นได้จากการคัดสรรอาหารของมนุษย์ การหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การแต่งกายให้เหมาะสม รวมไปถึงในเรื่องของการทักทาย ก็มีความคิดว่าจะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายประเทศในแถบยุโรปที่จะแสดงความรักต่อกันแบบถึงเนื้อถึงตัว ทั้งการโอบกอดกัน การใช้หน้าผากหรือแก้มชนกันเพื่อเป็นการทักทาย แต่ในแถบเอเชียนั้นการถึงเนื้อถึงตัวกันจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้วิธีการสัมผัสตัวเองเพื่อเป็นการทักทาย เช่น […]