ประเพณีกวนข้าวยาคู พิธีกรรมสำคัญของภาคใต้

‘ภาคใต้’ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญยังเป็นภาคที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนหลากหลายศาสนา และในปัจจุบันก็ยังคงมีพิธีกรรมสำคัญของแต่ละศาสนาให้ได้เห็นอยู่ อย่างเช่น ‘ประเพณีกวนข้าวยาคู’ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่สามารถหาดูได้แค่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น โดยประเพณีกวนข้าวยาคู หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกกันว่า ‘ข้าวมธุปายาสยาคู’ ที่เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางสุชาดาได้มีการถวายข้าวมธุปายาสยาคูให้พระพุทธเจ้าเสวย เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยจึงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช จึงมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่าข้าวยาคูเปรียบเสมือนกับอาหารทิพย์ หากผู้ใดได้รับประทานก็จะมีสมองที่เกิดปัญญา มีอายุยืนยาว ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาที่ช่วยขจัดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งยังช่วยให้สำเร็จทุกความปรารถนา สำหรับช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะนิยมกวนข้าวยาคูนั้นจะอยู่ในช่วงขึ้น 13 และ 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนากำลังออกรวงสวย เมล็ดข้าวยังไม่แก่ เหมาะแก่การนำมาเป็นน้ำนมข้าวสำหรับการกวน โดยพิธีกรรมนี้จะใช้วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนเป็นสถานที่ในการประกอบพิธี โดยการเตรียมการนั้นจะมีเครื่องปรุงที่ใช้มากกว่า 50 ชนิด ที่จะประกอบไปด้วยน้ำนมข้าว ,ผลไม้ต่าง ๆ ,พืชผัก ,น้ำผึ้ง ,เครื่องดื่มประเภทนม ,สมุนไพร ,แป้ง และมะพร้าว จากนั้นชาวบ้านจะเอาเครื่องปรุงทั้งหมดในสัดส่วนที่เท่ากันมาผสมจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปใส่ในภาชนะพักไว้ และการกวนข้าวจะต้องใช้ความร้อนในการกวนสูง ชาวบ้านจึงนิยมใช้เป็นเตาดินที่สามารถเก็บความลมได้ดี และจะใช้เตาที่ขุดลงในพื้นดินที่มีช่องสำหรับใส่ฟืนและมีช่องรูระบาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า รูพังเหย นั่นเองค่ะ สำหรับขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมมีดังนี้ การเตรียมบุคคลที่สำคัญ […]

ข้อปฏิบัติที่ควรรู้! ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ

เชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะต้องถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าห้ามเข้าใกล้พระสงฆ์ หรือห้ามแตะตัวพระสงฆ์เด็ดขาด ซึ่งแม้ที่มาของคำสอนเหล่านี้เราจะได้ยินกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน คงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมถึงห้ามโดนตัวพระ หากโดนแล้วผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบเรื่องนี้กันค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า ‘ผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่มาของคำสอนนี้มาจากบัญญัติวินัยของภิกษุหมวดอาบัติ ซึ่งพระสงฆ์จะมีศีลข้อหนึ่งในสังฆาทิเลส ๑๓ ได้ห้ามว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเลส” โดยมีความหมายโดยรวมว่า หากภิกษุมีความรู้สึกพึงพอใจ หรือมีอารมณ์ทางเพศกับสุภาพสตรี แล้วเอามือไปสัมผัสถูกกายสุภาพสตรีหรือภิกษุเอาร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของภิกษุไปสัมผัสเข้ากับกานสตรี ภิกษุนั้นต้องอาบัติ ‘สังฆาทิเลส’ ซึ่งคำนี้ว่าอาบัตินี้คือการปรับความผิดกับพระสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้มีการปรับความผิดแก่ฆราวาสแต่อย่างใด ดังนั้นคำว่าที่ว่าห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับผู้หญิง แต่เนื่องจากมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ชาวบ้านจึงเกิดความเข้าใจและมีการสั่งสอนลูกหลานที่เป็นผู้หญิงสืบต่อกันมานั่นเองค่ะ แต่ทั้งนี้ ตัวของผู้หญิงหรือสีกาเองก็ไม่อยากจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องสังฆาทิเลส ดังนั้น ทางนี้ที่ปลอดภัยที่สุด คือผู้หญิงจะต้องไม่จับต้องพระภิกษุเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มีข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ เช่นกัน เช่น พระสงฆ์ถูกตัวผู้หญิงโดยไม่ได้ตั้งใจถือว่าผิดไหม พระสงฆ์ถูกตัวมารดาได้หรือเปล่า ซึ่งในข้อบัญญัติของพระสงฆ์ก็จะได้มีการระบุชัดเจนไว้อยู่แล้ว ว่าหากพระสงฆ์มีความกำหนัดต่อการถูกกายหญิงเท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องที่อาบัติ แต่หากไม่มีความกำหนัด เช่น การดูแลมารดาที่ป่วย การช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่กำลังจะถูกรถชน หรือในกรณีที่พระสงฆ์ป่วยจนต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หญิงหรือพยาบาลที่ต้องทำไปตามหน้าที่ ทั้งหมดนี้จะถือว่าไม่มีการอาบัติแต่อย่างใด ขณะเดียวกันหากมีกรณีที่ผู้หญิงสัมผัสหรือถูกกายภิกษุก่อน แต่ถ้าภิกษุไม่มีความยินดีในการรับสัมผัสนั้น การกระทำนี้ก็ไม่มีเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติเช่นกัน เพราะจิตของพระสงฆ์ไม่ได้มีความกำหนัดแม้แต่น้อย […]

ไขปัญหาข้องใจ ทำไมคนไทยต้องไหว้กัน ?

หลายคนคงกำลังเกิดคำถามอยู่ไม่น้อย ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไปโรงเรียน ไปบ้านญาติ หรือไปเจอคนรู้จัก ทำไมต้องเราต้องยกมือไหว้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจเหล่านี้กันค่ะ ซึ่งทุกคนคงจะได้ยินคำว่า ‘ไปมา ลาไหว้’ กันมาอย่างแน่นอน ซึ่งคำนี้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะมีขึ้นมาเองได้ แต่มันมักมาจากการกระทำของคนที่ปฏิบัติต่อกันมาเสียมากกว่า ซึ่งการไหว้นั้นเปรียบเสมือนกับการแสดงสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ยังได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ‘คนไทยเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ การไหว้จึงเหมือนเป็นการแสดงความมีสัมมาคารวะอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมเนียมการทักทาย เมื่อไปโรงเรียนและกลับถึงบ้านลูกจะไหว้ผู้ปกครอง หรือเมื่อไปโรงเรียนหรือกลับบ้านเด็ก ๆ ก็จะไหว้คุณครู ซึ่งเมื่อปฏิบัติแบบนี้ก็จะทำให้ผู้ใหญ่หรือผู้ที่พบเห็นเกิดความเอ็นดู เมื่อไปถึงก็ไหว้ เมื่อจะไปก็ลา’ ทั้งหมดนี้ก็คือนิยามของคำว่าไปมาลาไหว้นั่นเองค่ะ แต่วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้นแม้จะไม่ได้มีหลักฐานที่ระบุชัดเจน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ‘การไหว้เกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์นั้นมีสมองและมีพัฒนาการที่ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์จึงต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’ ทั้งนี้ เราก็จะเห็นได้จากการคัดสรรอาหารของมนุษย์ การหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การแต่งกายให้เหมาะสม รวมไปถึงในเรื่องของการทักทาย ก็มีความคิดว่าจะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายประเทศในแถบยุโรปที่จะแสดงความรักต่อกันแบบถึงเนื้อถึงตัว ทั้งการโอบกอดกัน การใช้หน้าผากหรือแก้มชนกันเพื่อเป็นการทักทาย แต่ในแถบเอเชียนั้นการถึงเนื้อถึงตัวกันจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้วิธีการสัมผัสตัวเองเพื่อเป็นการทักทาย เช่น […]