Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

การไปร่วมงานสำคัญของผู้อื่นข้อปฏิบัติและมารยาทที่ควรทำในงานนั้น ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ยิ่งเป็นงานศพซึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยความรัก ความโศกเศร้า และความห่วงหาอาลัยด้วยแล้ว ผู้ที่ไปร่วมงานก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ซึ่งการไปงานศพนอกจากจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยโทนสีที่สุภาพแล้ว มารยาทเรื่องอื่น ๆ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อปฏิบัติที่สำคัญในการไปร่วมงานศพมานำเสนอเพื่อเป็นความรู้ให้กับทุกคนกันค่ะ

การให้เกียรติเจ้าภาพ

  • อย่างที่ทราบกันดีว่าการไปร่วมงานในลักษณะนี้ การให้เกียรติเจ้าภาพด้วยการแต่งกายถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ชุดที่เลือกใส่ควรเป็นสีดำล้วน ขาว สีเทาเข้ม หรือสีสุภาพไม่ฉูดฉาด และต้องดูเรียบร้อย ไม่รัดรูป เครื่องประดับสวมใส่ได้แต่ไม่ควรเป็นเครื่องประดับที่มีประกายมากจนเกินไป
  • วันแรกของการตั้งศพนั้นจะเริ่มต้นด้วยพิธีรดน้ำศพ โดยพิธีนี้ส่วนใหญ่แล้วเจ้าภาพจะเชิญคนสนิท หรือคนที่รู้จักเพื่อไปร่วมพิธี แต่ในปัจจุบันหากผู้ตายเป็นที่เคารพรักของผู้อื่น เจ้าภาพก็จะจัดงานเพื่อให้คนอื่นสามารถร่วมพิธีได้ โดยการไปรดน้ำศพนั้นผู้เข้าร่วมงานเมื่อเดินทางไปถึงพิธีแล้วก็ควรทักทายและแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพ จากนั้นให้ไปนั่งรอในที่ที่จัดเตรียมไว้ แล้วเจ้าภาพจะเป็นผู้มาเชิญท่านให้ไปรดน้ำศพที่ตั้งอยู่ โดยให้ทำความเคารพศพ และเทน้ำอบที่เตรียมไว้ลงบนมือ พร้อมขออโหสิกรรม แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม
  • การแสดงความเสียต่อเจ้าภาพถือเป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำ แต่หากรู้สึกลำบากใจที่ต้องกล่าวบางสิ่งก็อาจจะพูดให้กำลังใจ หรือพูดถึงเรื่องราวดี ๆ อื่น ๆ ที่สำคัญห้ามพูดถึงเรื่องแย่ ๆ ของผู้ที่จากไปเด็ดขาด เพราะจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวผู้ตายและเจ้าภาพค่ะ
ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

ควรส่งพวงหรีดไปตอนไหน ?

  • บางคนอาจจะไม่สะดวกเดินทางไปเคารพศพแต่ต้องการส่งพวงหรีดไปเพื่อเป็นการแสดงความอาลัย โดยการส่งพวงหรีดนั้นสามารถส่งได้ตลอดระยะเวลาในการจัดงานศพค่ะ

ควรวางตัวอย่างไรเมื่อไปร่วมงานศพ ?

  • เมื่อเดินทางไปถึงงานแล้วควรทักทายเจ้าภาพ เข้าไปกราบพระ และเคารพผู้ล่วงลับไปแล้ว
  • หาที่นั่งให้เหมาะสม โดยที่นั่งของแขกธรรมดาจะอยู่บริเวณด้านหลัง
  • ระหว่างที่อยู่ในงานหากได้เจอกับคนรู้จักที่ไม่ได้พบกันนาน ไม่ควรทักทายกันอย่างสนุกสนานจนเกินไป
  • หากมีเรื่องจำเป็นต้องพูดคุยกัน ควรคุยกันตอนที่พระหยุดสวดแล้ว เพื่อไม่เป็นการรบกวนแขกคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน
  • หากไม่มีความจำเป็นไม่ควรพาเด็กเล็กไปร่วมงาน เพราะเด็กส่วนใหญ่ก็คงอยากจะวิ่งเล่นตามประสา แต่ด้วยสถานที่ที่ไปไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นซนของเด็ก จึงทำให้เด็กเกิดความเบื่อและอาจส่งเสียงรบกวนคนอื่นได้

งานศพเป็นงานที่เราทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้ต้องไปร่วมงานลักษณะนี้จริง ๆ ข้อปฏิบัติ มารยาท และการวางตัวในการร่วมงานถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพแล้ว ยังถือเป็นการให้เกียรติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วยค่ะ   

ขอบคุณข้อมูลจาก : หรีด ณ วัด , Funeral Plans

Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ข้อปฏิบัติที่ควรรู้! ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ

เชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะต้องถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าห้ามเข้าใกล้พระสงฆ์ หรือห้ามแตะตัวพระสงฆ์เด็ดขาด ซึ่งแม้ที่มาของคำสอนเหล่านี้เราจะได้ยินกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน คงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมถึงห้ามโดนตัวพระ หากโดนแล้วผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบเรื่องนี้กันค่ะ

ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า ‘ผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่มาของคำสอนนี้มาจากบัญญัติวินัยของภิกษุหมวดอาบัติ ซึ่งพระสงฆ์จะมีศีลข้อหนึ่งในสังฆาทิเลส ๑๓ ได้ห้ามว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเลส” โดยมีความหมายโดยรวมว่า หากภิกษุมีความรู้สึกพึงพอใจ หรือมีอารมณ์ทางเพศกับสุภาพสตรี แล้วเอามือไปสัมผัสถูกกายสุภาพสตรีหรือภิกษุเอาร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของภิกษุไปสัมผัสเข้ากับกานสตรี ภิกษุนั้นต้องอาบัติ ‘สังฆาทิเลส’ ซึ่งคำนี้ว่าอาบัตินี้คือการปรับความผิดกับพระสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้มีการปรับความผิดแก่ฆราวาสแต่อย่างใด

ภาพจาก : www.women.kapook.com/view203202.html

ดังนั้นคำว่าที่ว่าห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับผู้หญิง แต่เนื่องจากมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ชาวบ้านจึงเกิดความเข้าใจและมีการสั่งสอนลูกหลานที่เป็นผู้หญิงสืบต่อกันมานั่นเองค่ะ

แต่ทั้งนี้ ตัวของผู้หญิงหรือสีกาเองก็ไม่อยากจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องสังฆาทิเลส ดังนั้น ทางนี้ที่ปลอดภัยที่สุด คือผู้หญิงจะต้องไม่จับต้องพระภิกษุเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มีข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ เช่นกัน เช่น พระสงฆ์ถูกตัวผู้หญิงโดยไม่ได้ตั้งใจถือว่าผิดไหม พระสงฆ์ถูกตัวมารดาได้หรือเปล่า ซึ่งในข้อบัญญัติของพระสงฆ์ก็จะได้มีการระบุชัดเจนไว้อยู่แล้ว ว่าหากพระสงฆ์มีความกำหนัดต่อการถูกกายหญิงเท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องที่อาบัติ แต่หากไม่มีความกำหนัด เช่น การดูแลมารดาที่ป่วย การช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่กำลังจะถูกรถชน หรือในกรณีที่พระสงฆ์ป่วยจนต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หญิงหรือพยาบาลที่ต้องทำไปตามหน้าที่ ทั้งหมดนี้จะถือว่าไม่มีการอาบัติแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันหากมีกรณีที่ผู้หญิงสัมผัสหรือถูกกายภิกษุก่อน แต่ถ้าภิกษุไม่มีความยินดีในการรับสัมผัสนั้น การกระทำนี้ก็ไม่มีเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติเช่นกัน เพราะจิตของพระสงฆ์ไม่ได้มีความกำหนัดแม้แต่น้อย

ข้อสรุป ถึงแม้ว่าข้อห้ามเรื่องผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ จะไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้ แต่ด้วยธรรมเนียมการปฏิบัติตัวนั้นผู้หญิงก็จะต้องพึงระมัดระวังตัว ไม่ให้สัมผัสกับพระสงฆ์ เพื่อเป็นการตัดปัญหาการถูกว่าร้ายนินทาจากผู้อื่นนั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อสรุปเรื่อง ‘ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่เราเรียบเรียงมาฝากทุกคนกัน หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจให้กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : KAPOOK

Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ไขปัญหาข้องใจ ทำไมคนไทยต้องไหว้กัน ?

หลายคนคงกำลังเกิดคำถามอยู่ไม่น้อย ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไปโรงเรียน ไปบ้านญาติ หรือไปเจอคนรู้จัก ทำไมต้องเราต้องยกมือไหว้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจเหล่านี้กันค่ะ

ซึ่งทุกคนคงจะได้ยินคำว่า ‘ไปมา ลาไหว้’ กันมาอย่างแน่นอน ซึ่งคำนี้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะมีขึ้นมาเองได้ แต่มันมักมาจากการกระทำของคนที่ปฏิบัติต่อกันมาเสียมากกว่า ซึ่งการไหว้นั้นเปรียบเสมือนกับการแสดงสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ยังได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ‘คนไทยเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ การไหว้จึงเหมือนเป็นการแสดงความมีสัมมาคารวะอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมเนียมการทักทาย เมื่อไปโรงเรียนและกลับถึงบ้านลูกจะไหว้ผู้ปกครอง หรือเมื่อไปโรงเรียนหรือกลับบ้านเด็ก ๆ ก็จะไหว้คุณครู ซึ่งเมื่อปฏิบัติแบบนี้ก็จะทำให้ผู้ใหญ่หรือผู้ที่พบเห็นเกิดความเอ็นดู เมื่อไปถึงก็ไหว้ เมื่อจะไปก็ลา’ ทั้งหมดนี้ก็คือนิยามของคำว่าไปมาลาไหว้นั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.culture.kru.ac.th/th/?page_id=4084

แต่วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้นแม้จะไม่ได้มีหลักฐานที่ระบุชัดเจน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ‘การไหว้เกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์นั้นมีสมองและมีพัฒนาการที่ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์จึงต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’ ทั้งนี้ เราก็จะเห็นได้จากการคัดสรรอาหารของมนุษย์ การหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การแต่งกายให้เหมาะสม รวมไปถึงในเรื่องของการทักทาย ก็มีความคิดว่าจะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี

ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายประเทศในแถบยุโรปที่จะแสดงความรักต่อกันแบบถึงเนื้อถึงตัว ทั้งการโอบกอดกัน การใช้หน้าผากหรือแก้มชนกันเพื่อเป็นการทักทาย แต่ในแถบเอเชียนั้นการถึงเนื้อถึงตัวกันจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้วิธีการสัมผัสตัวเองเพื่อเป็นการทักทาย เช่น คนจีนจะใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันเพื่อแสดงความคารวะ หรือคนอินเดียจะใช้มือทั้งสองข้างประกบเข้าหากันลักษณะคล้ายดอกบัว เพื่อแสดงความเคารพและบูชา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าประเทศไทยจะรับวัฒนธรรมการไหว้แบบนี้มาจากอินเดีย แล้วจึงนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของคนไทย จากนั้นจึงกลายเป็นวัฒนธรรมการไหว้ที่มีการแบ่งระดับออกไป โดยจะใช้มือกับใบหน้าเป็นตัววัดระดับนั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=10740

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าการทักทายด้วยการไหว้เป็นเรื่องล้าหลัง และน่าเบื่อ แต่จริง ๆ แล้วการไหว้นั้นนอกจากจะเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงามแล้ว การไหว้ยังเปรียบเสมือนกับการแสดงความเคารพและแสดงความนับถือกับผู้ที่มีอายุมากกว่า นอกจากนี้การไหว้ยังทำให้ผู้ไหว้นั้นได้รับความเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม