Categories
ประเพณีไทย

ที่มาของประเพณีแข่งเรือยาว จังหวัดน่าน

‘ประเพณีแข่งเรือ’ ของจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในสมัยก่อนจะมีการจัดการแข่งขันทุกครั้งที่มีงาน ‘ตานก๋วยสลาก’ หรือถวายทานสลากภัต ซึ่งเมื่อหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งจัดให้มีงานตานก๋วยสลากขึ้น ก็จะมีการเชื้อเชิญหมู่บ้านและวัดใกล้เคียงให้นำเรือมาแข่งขันกัน เพื่อสร้างความสนุกสนานและฝึกความสามัคคี

ต่อมาทางราชการจึงได้ถือเอางานตานก๋วยสลากมาจัด ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดกลางเวียงของน่าน เพื่อเป็นการเปิดสนามการแข่งขันเรือของจังหวัด โดยประเพณีนี้จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน และจะสิ้นสุดการแข่งขันนัดปิดสนามในช่วง 15 ค่ำ เดือน 12 หรือประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

ภาพจาก : www.mgronline.com/travel/detail/9580000095898

การแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2460 เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้จัดให้มีการแข่งขันเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร และอย่างที่ได้บอกไปว่าที่น่านจะมีตานก๋วยสลาก พระ เณร และชาวบ้านก็จะต้องเดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่งโดยจะใช้เรือเป็นยานพาหนะ ระหว่างล่องเรือก็จะมีกลอง ฉิ่ง ฉาบ คอยสร้างความบันเทิง คนเฒ่าคนแก่ก็จะลุกขึ้นมาฟ้อน จึงทำให้นี่กลายเป็นที่มาของท่าฟ้อน ‘ล่องน่าน’ ที่มีท่าฟ้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และในช่วงบ่ายชาวบ้านก็จะนำเรือมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน

ภาพจาก : www.sites.google.com

โดยเอกลักษณ์ของเรือเมืองน่านนั้นจะมีความแตกต่างจากเรือของที่อื่น ๆ คือ เรือจะต้องขุดมาจากไม้ตะเคียนหรือใช้ตะเคียนทองทั้งต้น ซึ่งมีความเชื่อกันว่าไม้ตะเคียนจะมีความทนทานและแข็งแรง ตรงบริเวณส่วนหัวของเรือหรือโขนเรือ จะแกะสลักเป็นหัวพญานาคแบบล้านนาที่กำลังแสยะเขี้ยวแสดงอำนาจ ส่วนท้ายของเรือก็จะสลักเป็นหางของพญานาค

ซึ่งชาวน่านจะมีความผูกพันกับพญานาค โดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม ทั้งช่วยบันดาลให้ฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ สามารถทำไร่ ทำนา ได้ตามฤดูกาล นอกจากนี้ในการทำเรือนั้นยังจะต้องมีพิธีบายศรีสู่ขวัญหลังจากแข่งขันเสร็จ โดยชาวน่านจะมีความเชื่อว่าไม้ตะเคียนที่นำมาทำเรือจะมีเทพอารักษ์สิงสถิตอยู่ ที่เรียกกันว่า ‘ผีเรือ’ หรือที่เราคุ้นหูกับคำว่า ‘แม่ย่านาง’ นอกจากนี้ยังจะต้องหาฤกษ์ หาวัน และเวลาให้เหมาะสมกับการแข่งขัน เพื่อเป็นสิริมงคล และการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่นนั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.thaihealth.or.th

และในปัจจุบันประเพณีแข่งเรือของจังหวัดน่าน จะมีการแข่งขันทั้งหมด 2 ประเภท คือประเภทความสวยงามและประเภทเรือเร็ว โดยเรือที่มีความสวยงามก็จะเน้นในเรื่องของการตกแต่งด้วยรูปร่างต่าง ๆ และต้องแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมืองน่าน บางลำอาจจะมีการแสดงศิลปะพื้นบ้านบนเรือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดู

ส่วนประเภทเรือเร็ว ก็จะวัดกันที่ความเร็วล้วน ๆ โดยการจะแข่งขันให้ประสบผลสำเร็จได้ก็จะต้องผ่านการซักซ้อมมาเป็นอย่างดี ต้องมีความสามัคคี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถึงจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของการแข่งเรือเร็วก็จะอยู่ที่คนพากย์ ที่จะพากย์การแข่งขันแบบไม่เว้นช่วงให้หายใจ ภาษาที่ใช้พากย์ก็จะเป็นภาษาท้องถิ่นที่หากใครฟังออกรับรองเลยว่าจะต้องสนุกขึ้นแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

Categories
ประเพณีไทย

พิธีผูกข้อมือแต่งงาน เรียบง่ายตามแบบฉบับไทย

การแต่งงานถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดี ๆ ที่เสมือนเป็นเครื่องยืนยันในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคนสองคน โดยรูปแบบการแต่งงานในสมัยนี้ก็จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่การแต่งงานก็จะยึดตามหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ และสำหรับชาวไทยเชื้อสายพุทธนั้น ก็จะมีประเพณีแบบไทย ๆ ที่มีความสวยงามไม่แพ้การแต่งงานแบบอื่น ๆ เลยล่ะค่ะ

ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/society/1590410

โดยการแต่งงานที่เรามักจะเห็นกันแทบจะทุกภาคนั่นก็คือ ‘การผูกข้อมือแต่งงาน’ ซึ่งพิธีแบบนี้อาจจะจัดเป็นพิธีแบบยิ่งใหญ่ หรือจะเลือกจัดเป็นพิธีเล็ก ๆ ตามกำลัง หรือตามความต้องการของบ่าวสาวก็ได้ วันนี้เราจึงได้รวบรวมพิธีผูกข้อมือแต่งงานฉบับรวบรัดของแต่ละภาคมาฝาก หากพร้อมจะเรียนรู้พร้อม ๆ กันแล้ว ก็ตามมาอ่านได้เลยค่ะ

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคเหนือ

  • โดยภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า ‘พิธีฮ้องขวัญ’ โดยขั้นตอนคือเจ้าบ่าวเข้าสาวต้องมานั่งที่ตั่งให้เรียบร้อย จากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวจะเข้ามาสวมพวงมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย ขณะเดียวกันพ่อแม่เจ้าบ่าวก็มาสวมพวงมาลัยให้เจ้าสาวด้วยเช่นเดียวกัน จากนั้นประธานในพิธีจะสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผาก และเข้าสู่พิธีฮ้องขัวญ โดยจะมีหมอขวัญ เป็นผู้ทำพิธีให้ ใช้เวลาทำพิธีประมาณ 20 นาที จากนั้นหมอขวัญจะผูกข้อมือให้บ่าวสาว ตามมาด้วยพ่อแม่ คนเฒ่าคนแก่ และคนอื่น ๆ ในงาน เมื่อผูกครบทุกคนแล้ว ผู้อาวุโสก็จะมาถอดมงคลแฝดเป็นอันว่าเสร็จพิธีกรรมค่ะ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view102512.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคกลาง

  • โดยพิธีในภาคกลางนั้นจะเริ่มขึ้นในช่วงทำพิธีรับไหว้ โดยพ่อแม่ของบ่าวสาวจะต้องไปนั่งคู่กันในที่ที่จัดไว้ เจ้าบ่าวสาวนั่งคู่กันอยู่ในฝั่งตรงข้าม จากนั้นกราบที่หมอน 1 ครั้ง แล้วส่งพานดอกไม้ให้พ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่อวยพรให้ชีวิตคู่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นจะหยิบเส้นด้านมงคลผูกข้อมือให้กับบ่าวสาวเพื่อเป็นการรับขวัญ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view83163.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคอีสาน

  • สำหรับภาคอีสานนั้นจะต้องเข้าพิธีแต่งงานบริเวณหน้าบายศรี และจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์อวยพรให้กับบ่าวสาว แล้วผู้ใหญ่ในงานก็จะเริ่มเรียงลำดับตามความอาวุโสมาผูกข้อมือ จากนั้นจะเข้าสู่พิธี ‘การสู่ขวัญกับก่าย’ คือจะให้คู่บ่าสาวนั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกัน แขนผู้ชายทับแขนผู้หญิง เสร็จแล้วผูกข้อมือให้กับชายหญิงแล้วนำไข่ต้มวางลงบนมือแล้วตรวจดูว่าไข่เต็มมือหรือไม่ หากไข่เต็มมือก็หมายความว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จากนั้นบ่าวสาวแบ่งไข่คนละครึ่งแล้วป้อนให้กัน เมื่อกินไข่เสร็จฝ่ายชายก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง จากนั้นจึงเสร็จสิ้นพิธีผูกข้อมือ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นพิธีการแต่งงานด้วยการผูกข้อมือแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับของไทย การใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้วัดกันที่งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ชีวิตคู่จะดีได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook

Categories
ประเพณีไทย

ข้อควรรู้! พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ที่ถูกต้อง

เมื่อเรามีบ้านหลังใหม่ เราก็คงอยากจะขจัดความมัวหมองหรือสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ภายในบ้านเพื่อความสบายใจ ดังนั้น ‘พิธีขึ้นบ้านใหม่’ จึงถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความสำคัญ โดยพิธีนี้เป็นพิธีโบราณที่ได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยได้นำเอาคติจากวรรณคดีและความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลมาปรับใช้ โดยวัตถุประสงค์ในการทำพิธีนี้ คือ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต ทั้งยังจัดงานบุญขึ้นบ้านใหม่เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.poonporn.com

ขั้นตอนการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่

  • พิธีแบบไทย ๆ ขั้นตอนแรกจะต้องไปวัดเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ โดยงานบุญประเภทนี้ส่วนใหญ่จะต้องนิมนต์พระตามจำนวนเลขคี่ เช่น 5 รูป ,7 รูป ,9 รูป จากนั้นนัดแนะสถานที่ วัน และเวลาให้ชัดเจน หากยังไม่มีฤกษ์ก็สามารถปรึกษากับทางวัดได้เลยค่ะ
  • เมื่อถึงวันงานก็จัดเตรียมหิ้งพระพุทธ เสื่อ อาสนะ และอาหารสำหรับถวายพระ รวมไปถึงแขกที่มาร่วมงาน เมื่อพระสงฆ์เดินทางมาถึงก็ให้เริ่มขั้นตอน ดังนี้
  1. จุดธูป 3 ดอก พร้อมเทียน 2 เล่ม ที่หน้าหิ้งพระพุทธ แล้วกราบ 3 ครั้ง จากนั้นหันไปกราบพระสงฆ์อีก 3 ครั้ง
  2. พระสงฆ์สวดมนต์ให้พร
  3. นำอาหารที่เตรียมไว้ ถวายพระพุทธและพระสงฆ์
  4. หลังจากที่พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว จะมีการสวดให้พรอีกหนึ่งครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม
  5. จากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงอาหารญาติมิตร และแขกที่มาร่วมงาน
ภาพจาก : www.livinginsider.com

แต่หากใครที่ต้องการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่แบบเล็ก ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกันนะคะ

ทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก

  • หาฤกษ์งามยามดี จะไปขอจากพระที่วัด หรือจะค้นหาตามหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตก็ได้ตามความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือ
  • จากนั้นหัวหน้าครอบครัว หรือเจ้าของบ้านก็อันเชิญพระประจำบ้าน แล้วจุดธูปบูชาอธิษฐานให้คุณพระคุ้มครองครอบครัวและที่อยู่อาศัยให้เป็นสุข
  • นอกจากนี้การทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก หากใครสะดวกก็สามารถนิมนต์พระสงฆ์สักหนึ่งรูป มาประพรมพระน้ำพุทธมนต์ตามห้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว รวมไปถึงห้องที่เหลือภายในบ้าน ก่อนเข้าไปอยู่ ก็จะช่วยให้สมบูรณ์แบบและสบายใจยิ่งขึ้นค่ะ    
ภาพจาก : www.ketsaraphon5447.blogspot.com/2018/08/blog-post.html

และสำหรับการขึ้นบ้านใหม่นั้น บางบ้านอาจจะมีความเชื่อในเรื่องของข้อห้ามที่ห้ามทำ โดยข้อห้ามตามหลักโหราศาสตร์ ได้ระบุเอาไว้ว่า วันเสาร์นั้นเป็นวันแห่งความทุกข์ ถือเป็นฤกษ์ที่ไม่ดีนักหากจะจัดงานบุญเสริมสิริมงคลเช่นนี้ ดังนั้นแล้วพิธีขึ้นบ้านใหม่จะไม่นิยมจัดพิธีกันในวันเสาร์นั่นเองค่ะ

ทั้งนี้ การขึ้นบ้านใหม่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำลังที่ไหวด้วยนะคะ มีน้อยทำน้อยมีมากจะทำน้อยหรือทำมากก็ได้ผลบุญเท่ากัน เพราะฉะนั้นแล้วบทความนี้เป็นเพียงแค่แนวทางในการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่ที่เรานำมาฝากเท่านั้น อาจจะไม่ต้องทำตามพิธีนี้ทั้งหมด แต่จะทำเพื่อความสบายใจก็ไม่ขัดศรัทธาเช่นกันค่ะ

และในส่วนของคนที่ไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีของขวัญแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากเจ้าบ้าน เพื่อเป็นการอวยพรให้การใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น โดยของขวัญที่เหมาะแก่การมอบก็มีหลายอย่าง เช่น เพชรตาแมว นาฬิกาเรือนทอง ภาพปลาคู่ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : Promotions.co.th

Categories
ประเพณีไทย

พามารู้จักประเพณีไหลแพไฟ จังหวัดอุตรดิตถ์

ประเพณีไหลแพไฟ เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ชาวบ้านในบางพื้นที่เรียกกันว่า ลอยเรือไฟ หรือ ล่องเรือไฟ หรือปล่อยเรือไฟ เป็นพิธีกรรมที่นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา) ซึ่งจะจัดขึ้นทางแถบพื้นที่ที่มีแม่น้ำหรือลำน้ำ และพิธีก็จะจัดขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาท ความเชื่อเกี่ยวกับการขอขมาและระลึกถึงพระแม่คงคา ความเชื่อเกี่ยวกับการขอฝน เป็นต้น

โดยเรือไฟในสมัยโบราณนั้นจะมีรูปแบบที่เรียบง่าย ทำมาจากต้นกล้วยและลำไม้ไผ่ ที่พอจะทำให้สามารถลอยน้ำได้ มีการนำดอกไม้ ธูป เทียน ตะเกียง มาประดับตกแต่งเรือไฟให้มีความสวยและสว่างไสวก่อนลอยไปสู่แม่น้ำ แต่ในปัจจุบันนั้นได้เริ่มทำเรือไฟด้วยรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบการทำ และมีการตกแต่งให้มีความวิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น เมื่อปล่อยเรือไฟไปสู่แม่น้ำแล้วจะเป็นภาพที่สวยสดงดงามและตราตรึงใจผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี  

ภาพจาก : www.museumthailand.com

ในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์นั้นงานประเพณีไหลไฟได้เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2541 โดยนายอำเภอในสมัยนั้นได้เกิดความคิดที่อยากให้อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์มีประเพณีใหญ่ประจำท้องถิ่น ทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังได้มีการทำนาและผลไม้ต่าง ๆ จากนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่ ให้มีการจัดประเพณีไหลแพไฟขึ้น เพื่อเป็นพิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำ อีกทั้งประเพณีนี้ยังเสมือนเป็นการเฉลิมฉลองในวันมหามงคลเฉลิมพรรษาขึ้น 6 รอบ ของพระเจ้าอยู่ในหัวรัชกาลที่ 9 อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.m-culture.go.th/uttaradit/ewt_news.php?nid=513&filename=index

โดยการจัดพิธีไหลแพไฟครั้งแรกนั้นมีเพียงแค่แพรูปจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และแพประกอบแรกเพียงหนึ่งแพเท่านั้น แต่ปรากฏว่าประเพณีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก จากนั้นในปีถัดมาองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง และเทศบาลตำบล 2 แห่ง จึงได้จัดทำแพไฟเพื่อร่วมขบวนมากถึง 7 แพ ทำให้หลังจากนั้นประเพณีไหลแพไฟของอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ยิ่งใหญ่ อลังการ และสมพระเกียรติการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชการที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

และในปี พ.ศ.2563 ประเพณีไหลแพไฟได้จัดขึ้นในวันที่ 3-5 ธันวาคม 2563 ณ ท่าน้ำวัดวังแดง หมู่ 3 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายในงานพบกับมหรสพมากมาย ทั้ง ชมการแสดงของนักเรียนตำบลวังแดง การประกวดร้องเพลง การละเล่น มวยไทย ลิเก รำวงย้อนยุค ฯลฯ และในคืนวันที่ 4 ธันวาคม ขบวนเรือก็จะแล่นมาตามลำน้ำน่าน จากนั้นในคืนสุดท้ายเรือก็จะแล่นมาสู่วัดหาดสองแคว เพื่อทำพิธีเฉลิมฉลองแพไฟ พิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำต่อไปค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Museum Thailand

Categories
ประเพณีไทย

ประเพณีกวนข้าวยาคู พิธีกรรมสำคัญของภาคใต้

‘ภาคใต้’ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญยังเป็นภาคที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนหลากหลายศาสนา และในปัจจุบันก็ยังคงมีพิธีกรรมสำคัญของแต่ละศาสนาให้ได้เห็นอยู่ อย่างเช่น ‘ประเพณีกวนข้าวยาคู’ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่สามารถหาดูได้แค่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น

โดยประเพณีกวนข้าวยาคู หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกกันว่า ‘ข้าวมธุปายาสยาคู’ ที่เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางสุชาดาได้มีการถวายข้าวมธุปายาสยาคูให้พระพุทธเจ้าเสวย เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยจึงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช จึงมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่าข้าวยาคูเปรียบเสมือนกับอาหารทิพย์ หากผู้ใดได้รับประทานก็จะมีสมองที่เกิดปัญญา มีอายุยืนยาว ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาที่ช่วยขจัดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งยังช่วยให้สำเร็จทุกความปรารถนา

ภาพจาก : www.sites.google.com

สำหรับช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะนิยมกวนข้าวยาคูนั้นจะอยู่ในช่วงขึ้น 13 และ 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนากำลังออกรวงสวย เมล็ดข้าวยังไม่แก่ เหมาะแก่การนำมาเป็นน้ำนมข้าวสำหรับการกวน โดยพิธีกรรมนี้จะใช้วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนเป็นสถานที่ในการประกอบพิธี

โดยการเตรียมการนั้นจะมีเครื่องปรุงที่ใช้มากกว่า 50 ชนิด ที่จะประกอบไปด้วยน้ำนมข้าว ,ผลไม้ต่าง ๆ ,พืชผัก ,น้ำผึ้ง ,เครื่องดื่มประเภทนม ,สมุนไพร ,แป้ง และมะพร้าว จากนั้นชาวบ้านจะเอาเครื่องปรุงทั้งหมดในสัดส่วนที่เท่ากันมาผสมจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปใส่ในภาชนะพักไว้ และการกวนข้าวจะต้องใช้ความร้อนในการกวนสูง ชาวบ้านจึงนิยมใช้เป็นเตาดินที่สามารถเก็บความลมได้ดี และจะใช้เตาที่ขุดลงในพื้นดินที่มีช่องสำหรับใส่ฟืนและมีช่องรูระบาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า รูพังเหย นั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.phototechthailand.com/articles/233

สำหรับขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมมีดังนี้

การเตรียมบุคคลที่สำคัญ

  • สาวพรหมจารี นุ่งขาวห่มขาว จะต้องเข้ารับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวน เพื่อความบริสุทธิ์และความเป็นสิริมงคล
  • พระสงฆ์ สำหรับสวดชัยมงคลคาถา เตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากพระสงฆ์ไปผูกไว้ที่ไม้กวน

เริ่มพิธีกวน

  • สาวพรหมจารีจะเป็นผู้เริ่มในการกวน (โดยนำส่วนผสมที่พักเอาไว้มาเทลงในกระทะ) เมื่อมีการลั่นฆ้องชัยตั้งอีโหย้ หรือโห่สามลา พระสงฆ์จะเริ่มสวดชยันโตตั้งแต่เริ่มกวน เมื่อสวนจบถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี หลังจากนั้นชาวบ้านจึงสามารถมากวนต่อได้

วิธีกวน

  • จะใช้เวลาในการกวนประมาณ 8-9 ชั่วโมง และจะต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเหนียวก็จะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอาไว้เติมลงไปในกระทะ เมื่อข้าวยาคูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและได้กลิ่นหอมจากเครื่องเทศก็เป็นอันว่าเสร็จ
ภาพจาก : www.phototechthailand.com/articles/233

ประเพณีกวนข้าวยาคู นอกจากจะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตามความเชื่อของศาสนาแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะกว่าจะเสร็จพิธีนั้นก็ถือว่าใช้เวลานานพอสมควร หากชาวบ้านไม่มีความสามัคคีกันพิธีนี้คงจะไม่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ประเพณีไทยดอทคอม , Phototechthailand