Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

การไปร่วมงานสำคัญของผู้อื่นข้อปฏิบัติและมารยาทที่ควรทำในงานนั้น ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ยิ่งเป็นงานศพซึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยความรัก ความโศกเศร้า และความห่วงหาอาลัยด้วยแล้ว ผู้ที่ไปร่วมงานก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ซึ่งการไปงานศพนอกจากจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยโทนสีที่สุภาพแล้ว มารยาทเรื่องอื่น ๆ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อปฏิบัติที่สำคัญในการไปร่วมงานศพมานำเสนอเพื่อเป็นความรู้ให้กับทุกคนกันค่ะ

การให้เกียรติเจ้าภาพ

  • อย่างที่ทราบกันดีว่าการไปร่วมงานในลักษณะนี้ การให้เกียรติเจ้าภาพด้วยการแต่งกายถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ชุดที่เลือกใส่ควรเป็นสีดำล้วน ขาว สีเทาเข้ม หรือสีสุภาพไม่ฉูดฉาด และต้องดูเรียบร้อย ไม่รัดรูป เครื่องประดับสวมใส่ได้แต่ไม่ควรเป็นเครื่องประดับที่มีประกายมากจนเกินไป
  • วันแรกของการตั้งศพนั้นจะเริ่มต้นด้วยพิธีรดน้ำศพ โดยพิธีนี้ส่วนใหญ่แล้วเจ้าภาพจะเชิญคนสนิท หรือคนที่รู้จักเพื่อไปร่วมพิธี แต่ในปัจจุบันหากผู้ตายเป็นที่เคารพรักของผู้อื่น เจ้าภาพก็จะจัดงานเพื่อให้คนอื่นสามารถร่วมพิธีได้ โดยการไปรดน้ำศพนั้นผู้เข้าร่วมงานเมื่อเดินทางไปถึงพิธีแล้วก็ควรทักทายและแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพ จากนั้นให้ไปนั่งรอในที่ที่จัดเตรียมไว้ แล้วเจ้าภาพจะเป็นผู้มาเชิญท่านให้ไปรดน้ำศพที่ตั้งอยู่ โดยให้ทำความเคารพศพ และเทน้ำอบที่เตรียมไว้ลงบนมือ พร้อมขออโหสิกรรม แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม
  • การแสดงความเสียต่อเจ้าภาพถือเป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำ แต่หากรู้สึกลำบากใจที่ต้องกล่าวบางสิ่งก็อาจจะพูดให้กำลังใจ หรือพูดถึงเรื่องราวดี ๆ อื่น ๆ ที่สำคัญห้ามพูดถึงเรื่องแย่ ๆ ของผู้ที่จากไปเด็ดขาด เพราะจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวผู้ตายและเจ้าภาพค่ะ
ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

ควรส่งพวงหรีดไปตอนไหน ?

  • บางคนอาจจะไม่สะดวกเดินทางไปเคารพศพแต่ต้องการส่งพวงหรีดไปเพื่อเป็นการแสดงความอาลัย โดยการส่งพวงหรีดนั้นสามารถส่งได้ตลอดระยะเวลาในการจัดงานศพค่ะ

ควรวางตัวอย่างไรเมื่อไปร่วมงานศพ ?

  • เมื่อเดินทางไปถึงงานแล้วควรทักทายเจ้าภาพ เข้าไปกราบพระ และเคารพผู้ล่วงลับไปแล้ว
  • หาที่นั่งให้เหมาะสม โดยที่นั่งของแขกธรรมดาจะอยู่บริเวณด้านหลัง
  • ระหว่างที่อยู่ในงานหากได้เจอกับคนรู้จักที่ไม่ได้พบกันนาน ไม่ควรทักทายกันอย่างสนุกสนานจนเกินไป
  • หากมีเรื่องจำเป็นต้องพูดคุยกัน ควรคุยกันตอนที่พระหยุดสวดแล้ว เพื่อไม่เป็นการรบกวนแขกคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน
  • หากไม่มีความจำเป็นไม่ควรพาเด็กเล็กไปร่วมงาน เพราะเด็กส่วนใหญ่ก็คงอยากจะวิ่งเล่นตามประสา แต่ด้วยสถานที่ที่ไปไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นซนของเด็ก จึงทำให้เด็กเกิดความเบื่อและอาจส่งเสียงรบกวนคนอื่นได้

งานศพเป็นงานที่เราทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้ต้องไปร่วมงานลักษณะนี้จริง ๆ ข้อปฏิบัติ มารยาท และการวางตัวในการร่วมงานถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพแล้ว ยังถือเป็นการให้เกียรติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วยค่ะ   

ขอบคุณข้อมูลจาก : หรีด ณ วัด , Funeral Plans

Categories
ประเพณีไทย

ที่มาของประเพณีแข่งเรือยาว จังหวัดน่าน

‘ประเพณีแข่งเรือ’ ของจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในสมัยก่อนจะมีการจัดการแข่งขันทุกครั้งที่มีงาน ‘ตานก๋วยสลาก’ หรือถวายทานสลากภัต ซึ่งเมื่อหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งจัดให้มีงานตานก๋วยสลากขึ้น ก็จะมีการเชื้อเชิญหมู่บ้านและวัดใกล้เคียงให้นำเรือมาแข่งขันกัน เพื่อสร้างความสนุกสนานและฝึกความสามัคคี

ต่อมาทางราชการจึงได้ถือเอางานตานก๋วยสลากมาจัด ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดกลางเวียงของน่าน เพื่อเป็นการเปิดสนามการแข่งขันเรือของจังหวัด โดยประเพณีนี้จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน และจะสิ้นสุดการแข่งขันนัดปิดสนามในช่วง 15 ค่ำ เดือน 12 หรือประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

ภาพจาก : www.mgronline.com/travel/detail/9580000095898

การแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2460 เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้จัดให้มีการแข่งขันเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร และอย่างที่ได้บอกไปว่าที่น่านจะมีตานก๋วยสลาก พระ เณร และชาวบ้านก็จะต้องเดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่งโดยจะใช้เรือเป็นยานพาหนะ ระหว่างล่องเรือก็จะมีกลอง ฉิ่ง ฉาบ คอยสร้างความบันเทิง คนเฒ่าคนแก่ก็จะลุกขึ้นมาฟ้อน จึงทำให้นี่กลายเป็นที่มาของท่าฟ้อน ‘ล่องน่าน’ ที่มีท่าฟ้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และในช่วงบ่ายชาวบ้านก็จะนำเรือมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน

ภาพจาก : www.sites.google.com

โดยเอกลักษณ์ของเรือเมืองน่านนั้นจะมีความแตกต่างจากเรือของที่อื่น ๆ คือ เรือจะต้องขุดมาจากไม้ตะเคียนหรือใช้ตะเคียนทองทั้งต้น ซึ่งมีความเชื่อกันว่าไม้ตะเคียนจะมีความทนทานและแข็งแรง ตรงบริเวณส่วนหัวของเรือหรือโขนเรือ จะแกะสลักเป็นหัวพญานาคแบบล้านนาที่กำลังแสยะเขี้ยวแสดงอำนาจ ส่วนท้ายของเรือก็จะสลักเป็นหางของพญานาค

ซึ่งชาวน่านจะมีความผูกพันกับพญานาค โดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม ทั้งช่วยบันดาลให้ฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ สามารถทำไร่ ทำนา ได้ตามฤดูกาล นอกจากนี้ในการทำเรือนั้นยังจะต้องมีพิธีบายศรีสู่ขวัญหลังจากแข่งขันเสร็จ โดยชาวน่านจะมีความเชื่อว่าไม้ตะเคียนที่นำมาทำเรือจะมีเทพอารักษ์สิงสถิตอยู่ ที่เรียกกันว่า ‘ผีเรือ’ หรือที่เราคุ้นหูกับคำว่า ‘แม่ย่านาง’ นอกจากนี้ยังจะต้องหาฤกษ์ หาวัน และเวลาให้เหมาะสมกับการแข่งขัน เพื่อเป็นสิริมงคล และการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่นนั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.thaihealth.or.th

และในปัจจุบันประเพณีแข่งเรือของจังหวัดน่าน จะมีการแข่งขันทั้งหมด 2 ประเภท คือประเภทความสวยงามและประเภทเรือเร็ว โดยเรือที่มีความสวยงามก็จะเน้นในเรื่องของการตกแต่งด้วยรูปร่างต่าง ๆ และต้องแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมืองน่าน บางลำอาจจะมีการแสดงศิลปะพื้นบ้านบนเรือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดู

ส่วนประเภทเรือเร็ว ก็จะวัดกันที่ความเร็วล้วน ๆ โดยการจะแข่งขันให้ประสบผลสำเร็จได้ก็จะต้องผ่านการซักซ้อมมาเป็นอย่างดี ต้องมีความสามัคคี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถึงจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของการแข่งเรือเร็วก็จะอยู่ที่คนพากย์ ที่จะพากย์การแข่งขันแบบไม่เว้นช่วงให้หายใจ ภาษาที่ใช้พากย์ก็จะเป็นภาษาท้องถิ่นที่หากใครฟังออกรับรองเลยว่าจะต้องสนุกขึ้นแน่นอนค่ะ

ข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

Categories
ประเพณีไทย

พิธีผูกข้อมือแต่งงาน เรียบง่ายตามแบบฉบับไทย

การแต่งงานถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดี ๆ ที่เสมือนเป็นเครื่องยืนยันในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคนสองคน โดยรูปแบบการแต่งงานในสมัยนี้ก็จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่การแต่งงานก็จะยึดตามหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ และสำหรับชาวไทยเชื้อสายพุทธนั้น ก็จะมีประเพณีแบบไทย ๆ ที่มีความสวยงามไม่แพ้การแต่งงานแบบอื่น ๆ เลยล่ะค่ะ

ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/society/1590410

โดยการแต่งงานที่เรามักจะเห็นกันแทบจะทุกภาคนั่นก็คือ ‘การผูกข้อมือแต่งงาน’ ซึ่งพิธีแบบนี้อาจจะจัดเป็นพิธีแบบยิ่งใหญ่ หรือจะเลือกจัดเป็นพิธีเล็ก ๆ ตามกำลัง หรือตามความต้องการของบ่าวสาวก็ได้ วันนี้เราจึงได้รวบรวมพิธีผูกข้อมือแต่งงานฉบับรวบรัดของแต่ละภาคมาฝาก หากพร้อมจะเรียนรู้พร้อม ๆ กันแล้ว ก็ตามมาอ่านได้เลยค่ะ

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคเหนือ

  • โดยภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า ‘พิธีฮ้องขวัญ’ โดยขั้นตอนคือเจ้าบ่าวเข้าสาวต้องมานั่งที่ตั่งให้เรียบร้อย จากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวจะเข้ามาสวมพวงมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย ขณะเดียวกันพ่อแม่เจ้าบ่าวก็มาสวมพวงมาลัยให้เจ้าสาวด้วยเช่นเดียวกัน จากนั้นประธานในพิธีจะสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผาก และเข้าสู่พิธีฮ้องขัวญ โดยจะมีหมอขวัญ เป็นผู้ทำพิธีให้ ใช้เวลาทำพิธีประมาณ 20 นาที จากนั้นหมอขวัญจะผูกข้อมือให้บ่าวสาว ตามมาด้วยพ่อแม่ คนเฒ่าคนแก่ และคนอื่น ๆ ในงาน เมื่อผูกครบทุกคนแล้ว ผู้อาวุโสก็จะมาถอดมงคลแฝดเป็นอันว่าเสร็จพิธีกรรมค่ะ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view102512.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคกลาง

  • โดยพิธีในภาคกลางนั้นจะเริ่มขึ้นในช่วงทำพิธีรับไหว้ โดยพ่อแม่ของบ่าวสาวจะต้องไปนั่งคู่กันในที่ที่จัดไว้ เจ้าบ่าวสาวนั่งคู่กันอยู่ในฝั่งตรงข้าม จากนั้นกราบที่หมอน 1 ครั้ง แล้วส่งพานดอกไม้ให้พ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่อวยพรให้ชีวิตคู่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นจะหยิบเส้นด้านมงคลผูกข้อมือให้กับบ่าวสาวเพื่อเป็นการรับขวัญ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view83163.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคอีสาน

  • สำหรับภาคอีสานนั้นจะต้องเข้าพิธีแต่งงานบริเวณหน้าบายศรี และจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์อวยพรให้กับบ่าวสาว แล้วผู้ใหญ่ในงานก็จะเริ่มเรียงลำดับตามความอาวุโสมาผูกข้อมือ จากนั้นจะเข้าสู่พิธี ‘การสู่ขวัญกับก่าย’ คือจะให้คู่บ่าสาวนั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกัน แขนผู้ชายทับแขนผู้หญิง เสร็จแล้วผูกข้อมือให้กับชายหญิงแล้วนำไข่ต้มวางลงบนมือแล้วตรวจดูว่าไข่เต็มมือหรือไม่ หากไข่เต็มมือก็หมายความว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จากนั้นบ่าวสาวแบ่งไข่คนละครึ่งแล้วป้อนให้กัน เมื่อกินไข่เสร็จฝ่ายชายก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง จากนั้นจึงเสร็จสิ้นพิธีผูกข้อมือ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นพิธีการแต่งงานด้วยการผูกข้อมือแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับของไทย การใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้วัดกันที่งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ชีวิตคู่จะดีได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้นค่ะ

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
ประเพณีไทย

ข้อควรรู้! พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ที่ถูกต้อง

เมื่อเรามีบ้านหลังใหม่ เราก็คงอยากจะขจัดความมัวหมองหรือสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ภายในบ้านเพื่อความสบายใจ ดังนั้น ‘พิธีขึ้นบ้านใหม่’ จึงถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความสำคัญ โดยพิธีนี้เป็นพิธีโบราณที่ได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยได้นำเอาคติจากวรรณคดีและความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลมาปรับใช้ โดยวัตถุประสงค์ในการทำพิธีนี้ คือ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต ทั้งยังจัดงานบุญขึ้นบ้านใหม่เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.poonporn.com

ขั้นตอนการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่

  • พิธีแบบไทย ๆ ขั้นตอนแรกจะต้องไปวัดเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ โดยงานบุญประเภทนี้ส่วนใหญ่จะต้องนิมนต์พระตามจำนวนเลขคี่ เช่น 5 รูป ,7 รูป ,9 รูป จากนั้นนัดแนะสถานที่ วัน และเวลาให้ชัดเจน หากยังไม่มีฤกษ์ก็สามารถปรึกษากับทางวัดได้เลยค่ะ
  • เมื่อถึงวันงานก็จัดเตรียมหิ้งพระพุทธ เสื่อ อาสนะ และอาหารสำหรับถวายพระ รวมไปถึงแขกที่มาร่วมงาน เมื่อพระสงฆ์เดินทางมาถึงก็ให้เริ่มขั้นตอน ดังนี้
  1. จุดธูป 3 ดอก พร้อมเทียน 2 เล่ม ที่หน้าหิ้งพระพุทธ แล้วกราบ 3 ครั้ง จากนั้นหันไปกราบพระสงฆ์อีก 3 ครั้ง
  2. พระสงฆ์สวดมนต์ให้พร
  3. นำอาหารที่เตรียมไว้ ถวายพระพุทธและพระสงฆ์
  4. หลังจากที่พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว จะมีการสวดให้พรอีกหนึ่งครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม
  5. จากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงอาหารญาติมิตร และแขกที่มาร่วมงาน
ภาพจาก : www.livinginsider.com

แต่หากใครที่ต้องการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่แบบเล็ก ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกันนะคะ

ทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก

  • หาฤกษ์งามยามดี จะไปขอจากพระที่วัด หรือจะค้นหาตามหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตก็ได้ตามความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือ
  • จากนั้นหัวหน้าครอบครัว หรือเจ้าของบ้านก็อันเชิญพระประจำบ้าน แล้วจุดธูปบูชาอธิษฐานให้คุณพระคุ้มครองครอบครัวและที่อยู่อาศัยให้เป็นสุข
  • นอกจากนี้การทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก หากใครสะดวกก็สามารถนิมนต์พระสงฆ์สักหนึ่งรูป มาประพรมพระน้ำพุทธมนต์ตามห้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว รวมไปถึงห้องที่เหลือภายในบ้าน ก่อนเข้าไปอยู่ ก็จะช่วยให้สมบูรณ์แบบและสบายใจยิ่งขึ้นค่ะ    
ภาพจาก : www.ketsaraphon5447.blogspot.com/2018/08/blog-post.html

และสำหรับการขึ้นบ้านใหม่นั้น บางบ้านอาจจะมีความเชื่อในเรื่องของข้อห้ามที่ห้ามทำ โดยข้อห้ามตามหลักโหราศาสตร์ ได้ระบุเอาไว้ว่า วันเสาร์นั้นเป็นวันแห่งความทุกข์ ถือเป็นฤกษ์ที่ไม่ดีนักหากจะจัดงานบุญเสริมสิริมงคลเช่นนี้ ดังนั้นแล้วพิธีขึ้นบ้านใหม่จะไม่นิยมจัดพิธีกันในวันเสาร์นั่นเองค่ะ

ทั้งนี้ การขึ้นบ้านใหม่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำลังที่ไหวด้วยนะคะ มีน้อยทำน้อยมีมากจะทำน้อยหรือทำมากก็ได้ผลบุญเท่ากัน เพราะฉะนั้นแล้วบทความนี้เป็นเพียงแค่แนวทางในการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่ที่เรานำมาฝากเท่านั้น อาจจะไม่ต้องทำตามพิธีนี้ทั้งหมด แต่จะทำเพื่อความสบายใจก็ไม่ขัดศรัทธาเช่นกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : MThai และ Living Insider

Categories
ประเพณีไทย

พามารู้จักประเพณีไหลแพไฟ จังหวัดอุตรดิตถ์

ประเพณีไหลแพไฟ เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ชาวบ้านในบางพื้นที่เรียกกันว่า ลอยเรือไฟ หรือ ล่องเรือไฟ หรือปล่อยเรือไฟ เป็นพิธีกรรมที่นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา) ซึ่งจะจัดขึ้นทางแถบพื้นที่ที่มีแม่น้ำหรือลำน้ำ และพิธีก็จะจัดขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาท ความเชื่อเกี่ยวกับการขอขมาและระลึกถึงพระแม่คงคา ความเชื่อเกี่ยวกับการขอฝน เป็นต้น

โดยเรือไฟในสมัยโบราณนั้นจะมีรูปแบบที่เรียบง่าย ทำมาจากต้นกล้วยและลำไม้ไผ่ ที่พอจะทำให้สามารถลอยน้ำได้ มีการนำดอกไม้ ธูป เทียน ตะเกียง มาประดับตกแต่งเรือไฟให้มีความสวยและสว่างไสวก่อนลอยไปสู่แม่น้ำ แต่ในปัจจุบันนั้นได้เริ่มทำเรือไฟด้วยรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบการทำ และมีการตกแต่งให้มีความวิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น เมื่อปล่อยเรือไฟไปสู่แม่น้ำแล้วจะเป็นภาพที่สวยสดงดงามและตราตรึงใจผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี  

ภาพจาก : www.museumthailand.com

ในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์นั้นงานประเพณีไหลไฟได้เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2541 โดยนายอำเภอในสมัยนั้นได้เกิดความคิดที่อยากให้อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์มีประเพณีใหญ่ประจำท้องถิ่น ทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังได้มีการทำนาและผลไม้ต่าง ๆ จากนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่ ให้มีการจัดประเพณีไหลแพไฟขึ้น เพื่อเป็นพิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำ อีกทั้งประเพณีนี้ยังเสมือนเป็นการเฉลิมฉลองในวันมหามงคลเฉลิมพรรษาขึ้น 6 รอบ ของพระเจ้าอยู่ในหัวรัชกาลที่ 9 อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.m-culture.go.th/uttaradit/ewt_news.php?nid=513&filename=index

โดยการจัดพิธีไหลแพไฟครั้งแรกนั้นมีเพียงแค่แพรูปจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และแพประกอบแรกเพียงหนึ่งแพเท่านั้น แต่ปรากฏว่าประเพณีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก จากนั้นในปีถัดมาองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง และเทศบาลตำบล 2 แห่ง จึงได้จัดทำแพไฟเพื่อร่วมขบวนมากถึง 7 แพ ทำให้หลังจากนั้นประเพณีไหลแพไฟของอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ยิ่งใหญ่ อลังการ และสมพระเกียรติการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชการที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

และในปี พ.ศ.2563 ประเพณีไหลแพไฟได้จัดขึ้นในวันที่ 3-5 ธันวาคม 2563 ณ ท่าน้ำวัดวังแดง หมู่ 3 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายในงานพบกับมหรสพมากมาย ทั้ง ชมการแสดงของนักเรียนตำบลวังแดง การประกวดร้องเพลง การละเล่น มวยไทย ลิเก รำวงย้อนยุค ฯลฯ และในคืนวันที่ 4 ธันวาคม ขบวนเรือก็จะแล่นมาตามลำน้ำน่าน จากนั้นในคืนสุดท้ายเรือก็จะแล่นมาสู่วัดหาดสองแคว เพื่อทำพิธีเฉลิมฉลองแพไฟ พิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำต่อไปค่ะ

ข้อมูลจาก : Museum Thailand

Categories
ประเพณีไทย

ประเพณีกวนข้าวยาคู พิธีกรรมสำคัญของภาคใต้

‘ภาคใต้’ ถือเป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญยังเป็นภาคที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนหลากหลายศาสนา และในปัจจุบันก็ยังคงมีพิธีกรรมสำคัญของแต่ละศาสนาให้ได้เห็นอยู่ อย่างเช่น ‘ประเพณีกวนข้าวยาคู’ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่สามารถหาดูได้แค่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น

โดยประเพณีกวนข้าวยาคู หรือที่ทางพุทธศาสนาเรียกกันว่า ‘ข้าวมธุปายาสยาคู’ ที่เป็นความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางสุชาดาได้มีการถวายข้าวมธุปายาสยาคูให้พระพุทธเจ้าเสวย เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยจึงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ พุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช จึงมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่าข้าวยาคูเปรียบเสมือนกับอาหารทิพย์ หากผู้ใดได้รับประทานก็จะมีสมองที่เกิดปัญญา มีอายุยืนยาว ผิวพรรณผ่องใส และเป็นยาที่ช่วยขจัดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ทั้งยังช่วยให้สำเร็จทุกความปรารถนา

ภาพจาก : www.sites.google.com

สำหรับช่วงเวลาที่ชาวบ้านจะนิยมกวนข้าวยาคูนั้นจะอยู่ในช่วงขึ้น 13 และ 14 ค่ำเดือน 3 ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ข้าวในนากำลังออกรวงสวย เมล็ดข้าวยังไม่แก่ เหมาะแก่การนำมาเป็นน้ำนมข้าวสำหรับการกวน โดยพิธีกรรมนี้จะใช้วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนเป็นสถานที่ในการประกอบพิธี

โดยการเตรียมการนั้นจะมีเครื่องปรุงที่ใช้มากกว่า 50 ชนิด ที่จะประกอบไปด้วยน้ำนมข้าว ,ผลไม้ต่าง ๆ ,พืชผัก ,น้ำผึ้ง ,เครื่องดื่มประเภทนม ,สมุนไพร ,แป้ง และมะพร้าว จากนั้นชาวบ้านจะเอาเครื่องปรุงทั้งหมดในสัดส่วนที่เท่ากันมาผสมจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำไปใส่ในภาชนะพักไว้ และการกวนข้าวจะต้องใช้ความร้อนในการกวนสูง ชาวบ้านจึงนิยมใช้เป็นเตาดินที่สามารถเก็บความลมได้ดี และจะใช้เตาที่ขุดลงในพื้นดินที่มีช่องสำหรับใส่ฟืนและมีช่องรูระบาย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า รูพังเหย นั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.phototechthailand.com/articles/233

สำหรับขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมมีดังนี้

การเตรียมบุคคลที่สำคัญ

  • สาวพรหมจารี นุ่งขาวห่มขาว จะต้องเข้ารับสมาทานเบญจศีลก่อนเข้าพิธีกวน เพื่อความบริสุทธิ์และความเป็นสิริมงคล
  • พระสงฆ์ สำหรับสวดชัยมงคลคาถา เตรียมด้ายสายสิญจน์โยงจากพระสงฆ์ไปผูกไว้ที่ไม้กวน

เริ่มพิธีกวน

  • สาวพรหมจารีจะเป็นผู้เริ่มในการกวน (โดยนำส่วนผสมที่พักเอาไว้มาเทลงในกระทะ) เมื่อมีการลั่นฆ้องชัยตั้งอีโหย้ หรือโห่สามลา พระสงฆ์จะเริ่มสวดชยันโตตั้งแต่เริ่มกวน เมื่อสวนจบถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี หลังจากนั้นชาวบ้านจึงสามารถมากวนต่อได้

วิธีกวน

  • จะใช้เวลาในการกวนประมาณ 8-9 ชั่วโมง และจะต้องกวนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเริ่มเหนียวก็จะใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอาไว้เติมลงไปในกระทะ เมื่อข้าวยาคูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและได้กลิ่นหอมจากเครื่องเทศก็เป็นอันว่าเสร็จ
ภาพจาก : www.phototechthailand.com/articles/233

ประเพณีกวนข้าวยาคู นอกจากจะเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตามความเชื่อของศาสนาแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะกว่าจะเสร็จพิธีนั้นก็ถือว่าใช้เวลานานพอสมควร หากชาวบ้านไม่มีความสามัคคีกันพิธีนี้คงจะไม่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ประเพณีไทยดอทคอม , Phototechthailand

Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ข้อปฏิบัติที่ควรรู้! ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ

เชื่อว่าเด็กผู้หญิงทุกคนจะต้องถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าห้ามเข้าใกล้พระสงฆ์ หรือห้ามแตะตัวพระสงฆ์เด็ดขาด ซึ่งแม้ที่มาของคำสอนเหล่านี้เราจะได้ยินกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน คงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมถึงห้ามโดนตัวพระ หากโดนแล้วผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบเรื่องนี้กันค่ะ

ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่า ‘ผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่มาของคำสอนนี้มาจากบัญญัติวินัยของภิกษุหมวดอาบัติ ซึ่งพระสงฆ์จะมีศีลข้อหนึ่งในสังฆาทิเลส ๑๓ ได้ห้ามว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเลส” โดยมีความหมายโดยรวมว่า หากภิกษุมีความรู้สึกพึงพอใจ หรือมีอารมณ์ทางเพศกับสุภาพสตรี แล้วเอามือไปสัมผัสถูกกายสุภาพสตรีหรือภิกษุเอาร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของภิกษุไปสัมผัสเข้ากับกานสตรี ภิกษุนั้นต้องอาบัติ ‘สังฆาทิเลส’ ซึ่งคำนี้ว่าอาบัตินี้คือการปรับความผิดกับพระสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้มีการปรับความผิดแก่ฆราวาสแต่อย่างใด

ภาพจาก : www.women.kapook.com/view203202.html

ดังนั้นคำว่าที่ว่าห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับผู้หญิง แต่เนื่องจากมีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ชาวบ้านจึงเกิดความเข้าใจและมีการสั่งสอนลูกหลานที่เป็นผู้หญิงสืบต่อกันมานั่นเองค่ะ

แต่ทั้งนี้ ตัวของผู้หญิงหรือสีกาเองก็ไม่อยากจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องสังฆาทิเลส ดังนั้น ทางนี้ที่ปลอดภัยที่สุด คือผู้หญิงจะต้องไม่จับต้องพระภิกษุเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็มีข้อยกเว้นในกรณีต่าง ๆ เช่นกัน เช่น พระสงฆ์ถูกตัวผู้หญิงโดยไม่ได้ตั้งใจถือว่าผิดไหม พระสงฆ์ถูกตัวมารดาได้หรือเปล่า ซึ่งในข้อบัญญัติของพระสงฆ์ก็จะได้มีการระบุชัดเจนไว้อยู่แล้ว ว่าหากพระสงฆ์มีความกำหนัดต่อการถูกกายหญิงเท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องที่อาบัติ แต่หากไม่มีความกำหนัด เช่น การดูแลมารดาที่ป่วย การช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่กำลังจะถูกรถชน หรือในกรณีที่พระสงฆ์ป่วยจนต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หญิงหรือพยาบาลที่ต้องทำไปตามหน้าที่ ทั้งหมดนี้จะถือว่าไม่มีการอาบัติแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันหากมีกรณีที่ผู้หญิงสัมผัสหรือถูกกายภิกษุก่อน แต่ถ้าภิกษุไม่มีความยินดีในการรับสัมผัสนั้น การกระทำนี้ก็ไม่มีเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติเช่นกัน เพราะจิตของพระสงฆ์ไม่ได้มีความกำหนัดแม้แต่น้อย

ข้อสรุป ถึงแม้ว่าข้อห้ามเรื่องผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ จะไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้ แต่ด้วยธรรมเนียมการปฏิบัติตัวนั้นผู้หญิงก็จะต้องพึงระมัดระวังตัว ไม่ให้สัมผัสกับพระสงฆ์ เพื่อเป็นการตัดปัญหาการถูกว่าร้ายนินทาจากผู้อื่นนั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อสรุปเรื่อง ‘ทำไมผู้หญิงห้ามโดนตัวพระ’ ที่เราเรียบเรียงมาฝากทุกคนกัน หวังว่าบทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจให้กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : KAPOOK

Categories
ข้อควรปฏิบัติ

ไขปัญหาข้องใจ ทำไมคนไทยต้องไหว้กัน ?

หลายคนคงกำลังเกิดคำถามอยู่ไม่น้อย ว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ไปโรงเรียน ไปบ้านญาติ หรือไปเจอคนรู้จัก ทำไมต้องเราต้องยกมือไหว้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปไขข้อข้องใจเหล่านี้กันค่ะ

ซึ่งทุกคนคงจะได้ยินคำว่า ‘ไปมา ลาไหว้’ กันมาอย่างแน่นอน ซึ่งคำนี้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะมีขึ้นมาเองได้ แต่มันมักมาจากการกระทำของคนที่ปฏิบัติต่อกันมาเสียมากกว่า ซึ่งการไหว้นั้นเปรียบเสมือนกับการแสดงสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ยังได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ‘คนไทยเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ การไหว้จึงเหมือนเป็นการแสดงความมีสัมมาคารวะอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมเนียมการทักทาย เมื่อไปโรงเรียนและกลับถึงบ้านลูกจะไหว้ผู้ปกครอง หรือเมื่อไปโรงเรียนหรือกลับบ้านเด็ก ๆ ก็จะไหว้คุณครู ซึ่งเมื่อปฏิบัติแบบนี้ก็จะทำให้ผู้ใหญ่หรือผู้ที่พบเห็นเกิดความเอ็นดู เมื่อไปถึงก็ไหว้ เมื่อจะไปก็ลา’ ทั้งหมดนี้ก็คือนิยามของคำว่าไปมาลาไหว้นั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.culture.kru.ac.th/th/?page_id=4084

แต่วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้นแม้จะไม่ได้มีหลักฐานที่ระบุชัดเจน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ได้ระบุเอาไว้ว่า ‘การไหว้เกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์นั้นมีสมองและมีพัฒนาการที่ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์จึงต้องการให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น’ ทั้งนี้ เราก็จะเห็นได้จากการคัดสรรอาหารของมนุษย์ การหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การแต่งกายให้เหมาะสม รวมไปถึงในเรื่องของการทักทาย ก็มีความคิดว่าจะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี

ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายประเทศในแถบยุโรปที่จะแสดงความรักต่อกันแบบถึงเนื้อถึงตัว ทั้งการโอบกอดกัน การใช้หน้าผากหรือแก้มชนกันเพื่อเป็นการทักทาย แต่ในแถบเอเชียนั้นการถึงเนื้อถึงตัวกันจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้วิธีการสัมผัสตัวเองเพื่อเป็นการทักทาย เช่น คนจีนจะใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันเพื่อแสดงความคารวะ หรือคนอินเดียจะใช้มือทั้งสองข้างประกบเข้าหากันลักษณะคล้ายดอกบัว เพื่อแสดงความเคารพและบูชา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าประเทศไทยจะรับวัฒนธรรมการไหว้แบบนี้มาจากอินเดีย แล้วจึงนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตของคนไทย จากนั้นจึงกลายเป็นวัฒนธรรมการไหว้ที่มีการแบ่งระดับออกไป โดยจะใช้มือกับใบหน้าเป็นตัววัดระดับนั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=10740

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าการทักทายด้วยการไหว้เป็นเรื่องล้าหลัง และน่าเบื่อ แต่จริง ๆ แล้วการไหว้นั้นนอกจากจะเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่สวยงามแล้ว การไหว้ยังเปรียบเสมือนกับการแสดงความเคารพและแสดงความนับถือกับผู้ที่มีอายุมากกว่า นอกจากนี้การไหว้ยังทำให้ผู้ไหว้นั้นได้รับความเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

Categories
Uncategorized

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!