ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา

พามารู้จัก ‘ประเพณียี่เป็ง’ 

ประเทศไทยถือว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประเพณีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแต่ละภาคก็จะชูความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ผ่านประเพณีสำคัญนั้น ๆ อย่างดินแดนล้านนาทางภาคเหนือ ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย

และทุกคนก็น่าจะรู้จักประเพณีขอขมาแม่คงคาอย่าง ‘วันลอยกระทง’ กันดีอยู่แล้ว แต่หากคุณได้ลองไปที่ศูนย์รวมล้านนาอย่างจังหวัดเชียงใหม่ คุณก็จะได้พบกับวันลอยกระทงที่พิเศษกว่าที่อื่น ๆ ซึ่งประเพณีที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ คือประเพณียี่เป็งนั่นเองค่ะ

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.kiw230841.wordpress.com

ซึ่งคำว่ายี่เป็ง เป็นภาษาล้านนาที่สามารถแยกออกได้เป็น 2 คำ คือ ยี่ มีความหมายว่าเดือนสอง หรือเดือนยี่ตามที่คนล้านนาใช้เรียกเดือนพฤศจิกายน และคำว่าเป็ง จะหมายถึงพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ โดยจะจัดงานทั้งสิ้น 3 วัน ดังนี้

  • วันขึ้น 13 ค่ำ หรือ วันดา ที่จะเป็นวันจัดเตรียมข้าวของสำหรับใช้ในวันทำบุญ
  • วันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะพากันไปทำบุญ ถือศีล ฟังธรรมกันที่วัด และมีการทำกระทงใหญ่ร่วมกันไว้ที่ลานวัด จากนั้นชาวบ้านก็จะนำของกินต่าง ๆ ที่เตรียมเอาไว้ มาใส่ในกระทง เพื่อเป็นการทำทานให้แก่คนยากจน
  • วันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านก็จะนำกระทงใหญ่ รวมไปถึงกระทงเล็ก ๆ ส่วนตัวไปลอยในแม่น้ำเหมือนกับวันลอยกระทงทั่วไป

แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือน คือภายในงานยี่เป็งคุณจะได้เห็นโคมไฟลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งงาน ซึ่งสำหรับคนภาคอื่น ๆ จะคุ้นเคยกับคำว่า โคมลอย แต่สำหรับคนล้านนาจะเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า ‘ว่าว’ ซึ่งว่าวในภาษาล้านนา จะหมายถึง เครื่องเล่นชนิดหนึ่งทำด้วยกระดาษ สำหรับปล่อยให้ลอยไปตามลม คล้าย ๆ กับบอลลูน

และตามวัฒนธรรมของล้านนา ในช่วงยี่เป็งจะมีการปล่อยว่าว 2 แบบ คือ

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.chiangmaidaily.com/
  • ว่าวฮม (ว่าวลม) หรือ ว่าวควัน จะเป็นรูปแบบของโคมลอยที่เราคุ้นเคยกันดี จะใช้ควันที่มีความร้อนอัดเข้าไปในตัวว่าว เพื่อให้ว่าวสามารถที่จะพยุงลอยขึ้นบนอากาศได้ นอกจากนี้ยังผูกสายประทัดติดที่หางว่าว และจุดเมื่อปล่อย นิยมปล่อยกันในช่วงกลางวัน
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.hilight.kapook.com
  • ว่าวไฟ จะใช้หลักการเดียวกันกับว่าวฮม แต่ว่าวไฟจะใช้กระดาษในการทำน้อยกว่า และอาศัยความร้อนจากลูกไฟที่ติดกับแกนกลาง โดยลูกไฟที่ติดกับแกนกลางนั้นในอดีตจะใช้ขี้ย้าหล่อเป็นแท่ง แต่ในปัจจุบันจะนิยมใช้กระดาษชำระชุบขี้ผึ้งเทียน นิยมจุดกันในตอนกลางคืน

ล่องสะเปา ลอยกระทงฉบับล้านนา

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.chiangmainews.co.th

นอกจากนี้ชาวล้านนายังมีกระทงที่มาในรูปแบบเฉพาะ จะเรียกว่า ‘สะเปา’ หรือไหลเรือสำเภา โดยชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันทำสะเปาที่วัด เสร็จแล้สก็จะนำไปวางลงบนแพไม้ไผ่ และนำสะตวง (สิ่งของที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของทางเหนือล้านนา) พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ใส่ลงไปในสะเปา

และช่วงหัวค่ำของวันยี่เป็งก็จะพากันมาหามสะเปาไปปล่อยลงในแม่น้ำ เมื่อสะเปาลอยไปไดไกลในระยะหนึ่ง ก็จะมีคนยากจนคอยดักสะเปากลางแม่น้ำ เพื่อนำอาหารและของใช้ต่าง ๆ ไปใช้ และนี่ถือเป็นพิธีกรรมที่มาในรูปแบบของการทำทานนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา ยังนับว่าอยู่บนฐานความเชื่อเดียวกันกับประเพณีลอยกระทงในภาคอื่น ๆ ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญคือการขอขมาแม่พระคงคา และบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมไปถึงทำทานให้กับคนยากไร้

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : True ID

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย

ความสำคัญของพิธีรับขวัญข้าว

ประเทศไทยดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หลายศาสนา ที่สำคัญยังคงมีพิธีกรรมดั้งเดิมต่าง ๆ ที่ยังคงสืบทอดมาจนปัจจุบัน อย่าง ‘พิธีรับขวัญข้าว’ ก็เป็นอีกหนึ่งพิธีตามความเชื่อของชาวนา ที่แม้ในสมัยนี้อาจจะหาชมได้ยากในสังคมคนเมือง แต่ตามชนบทแล้วพิธีนี้ยังคงเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนทุกวันนี้

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย
รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย ภาพจาก : www.sanook.com

ประเพณีรับขวัญข้าวหรือพิธีรับขวัญข้าว ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่ทำกันในเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทยที่มีการทำนา แต่อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ประเพณีทำขวัญข้าว ประเพณีทำขวัญแม่โพสพ ประเพณีรับขวัญแม่โพสพ ฯลฯ แต่ถึงจะมีชื่อเรียกที่ต่างกัน แต่การประกอบพิธีนั้นก็จะมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก อาจจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างบททำขวัญ เครื่องเซ่นไหว้ หรือรูปแบบพิธีการที่แตกต่างกันไปสักเล็กน้อย

โดยประเพณีรับขวัญข้าวนั้น เป็นประเพณที่ชาวนาเป็นผู้คิดขึ้น ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มีความคิดที่ว่า แม่โพสพผู้เป็นเทพธิดาประจำต้นข้าวและเป็นผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม จนได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ จึงทำให้ชาวนาให้ความเคารพนับถือ และกราบไหว้แม่โพสพมาตั้งแต่โบราณกาล นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า แม่โพสพเป็นผู้ที่ตกใจ และเสียขวัญได้ง่าย จึงได้จัดพิธีรับขวัญแม่โพสพในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับต้นข้าว ทั้งในช่วงตั้งท้อง หรือในช่วงที่อยู้ในฤดูเก็บเกี่ยวและนำข้าวไปเก็บไว้ในยุ้ง เป็นต้น

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย
รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย ภาพจาก : www.sanook.com

ซึ่งประเพณีรับขวัญข้าวในช่วงข้าวตั้งท้องนั้น มักจะทำกันในช่วงออกพรรษา หรือประมาณเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และนิยมทำพิธีกันในวันศุกร์ เพราะชาวนาเชื่อว่า เมื่อทำให้แม่โพสพพึงพอใจแล้วจะส่งผลให้ข้าวที่ทำนั้นเกิดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีแมลง หรือศัตรูข้าวเข้ามารบกวน แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่มีพิธีกรรมนี้เกิดขึ้น ก็เปรียบเสมือนการสร้างขวัญกำลังใจในการทำนาให้กับชาวนานั่นเองค่ะ

สิ่งของสำคัญในพิธีรับขวัญข้าว

สำหรับสิ่งของที่ไว้ใช้ประกอบพิธีนั้น ตามความเชื่อที่ว่าแม่โพสพเป็นผู้ที่กำลังตั้งท้อง จึงมีเครื่องเซ่นสำหรับคนท้อง เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะยม มะเฟือง พร้อมด้วยอาหารคาวหวาน มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวย รวมทั้งมีความรักสวยรักงาม เจ้าของนาจึงได้นำเครื่องแต่งกาย เช่น สไบ สร้อยทอง หวี กระจก แป้งจันทร์ น้ำมันหอม มาเป็นเครื่องแต่งตัวให้กับแม่โพสพ

พิธีรับขวัญข้าวถือเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมสำคัญที่ชาวนาปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ และถึงแม้ว่าพิธีกรรมนี้จะเริ่มหาชมได้ยากมากในปัจจุบัน แต่นี่ก็ยังคงเป็นเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนาให้ความเคารพ ทั้งยังเลื่อมไสศรัทธาเช่นเดิม

ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

ประเพณีของภาคกลางที่โดดเด่น มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง

ภาคกลางหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงศูนย์กลางของการทำมาค้าขายเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ภาคกลางก็เป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่นไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญประเพณีของคนในภาคกลาง ก็ยังเต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า และความศรัทธาของคนมาตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบัน

วันนี้เราจึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับประเพณีขึ้นชื่อของภาคกลาง จะมีประเพณีไหนโดดเด่น และน่าสนใจบ้างไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

ประเพณีรับบัว

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.thairath.co.th
  • ถือเป็นประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งของชาวบ้านอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบหลักฐานตั้งแต่ในปี พ.ศ.2467 ว่าเดิมทีเคยจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งในสมัยก่อนที่แห่งนี้เป็นที่อาศัยของคน 3 กลุ่ม คือ คนไทย ลาว และรามัญ (ชาวมอญพระประแดง) ที่มีความสัมพันธ์อันดีฉันท์พี่น้อง

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.siamrath.co.th
  • จัดขึ้นในช่วงแรม 15 ค่ำเดือน 10 จุดเริ่มต้นของประเพณีมีมาเมื่อประมาณ 400 ที่แล้ว โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งประกอบอาชีพหาปลาขาย และได้ไปหาปลาที่แม่น้ำป่าสักทุกปี แต่แล้ววันหนึ่งบริเวณดังกล่าวกลับหาปลาไม่ได้เลยสักตัว จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นบริเวณวังมะขามแฟบ น้ำที่ไหลเชี่ยวมากกลับหยุดนิ่ง และมีพลายน้ำโผล่ขึ้นมาพร้อมพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ เมื่อถึงวันสารทไทยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวกลับหายไป ชาวบ้านจึงออกตามหาและพบพระพุทธรูปอยู่ในจุดเดิม (วังมะขามแฟบ) จากนั้นเป็นต้นมา ทุกวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 จึงมีประเพณีอุ้มพระดำน้ำเกิดขึ้น

ประเพณีวิ่งควาย

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.sites.google.com
  • เป็นประเพณีขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรี ที่มีมามากกว่า 100 ปี จัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือช่วงก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากตรากตรำจากการทำนามานาน อีกทั้งยังเหมือนเป็นการให้ประชาชนได้มาร่วมสังสรรค์และสัมพันธไมตรีกันในงานอีกด้วย

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : ที่นี่เมืองสองแคว.com
  • เป็นประเพณีพระราชทานที่ทำกันในเดือน 10 มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราขธานี แต่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูในช่วงรัชกาล 4 เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันจะทำกันในช่วงเดือน 12 บางแห่งก็อาจจะเป็นเดือนที่ 1 แล้วแต่พื้นที่

ประเพณีการทำบุญโคนไม้

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.mgronline.com
  • เป็นประเพณีพื้นบ้านอย่างหนึ่งของจังหวัดตราด ที่จะทำกันในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูลของคนในชุมชน ซึ่งนอกจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วยังเหมือนเป็นการปลูกฝังลูกหลานให้รู้จักรักผืนป่า ต้นไม้ และน้ำ ไม่คิดทำลายธรรมชาติ ที่ตนต้องพึ่งอาศัย

หากใครที่มีโอกาสมาเยือนที่ภาคกลาง ก็อย่าลืมแวะไปชมและไปเที่ยวเทศกาลสำคัญที่เรานำมาแนะนำนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Thailandbysai

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งงาน มีอะไรบ้าง ?

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

งานแต่งหรืองานมงคลสมรส คือการที่เราได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และร่วมอำนวยอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตรักที่ราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรค และแน่นอนเลยว่างานนี้เป็นงานมงคลที่จัดเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต คู่บ่าวสาวก็คงอยากจะให้งานออกมาเพอร์เฟ็คที่สุด ฉะนั้นแล้วในฐานะที่เราได้รับเกียรติจากเจ้าของงานให้ได้เข้าไปร่วมในงานล่ะก็ สิ่งหนึ่งที่พึงระวังคือ ‘มารยาท’ ในการไปร่วมงาน วันนี้เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งมาฝากทุกคนกัน เผื่อวันหนึ่งคุณจะมีโอกาสได้ไปร่วมค่ะ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

การเลือกสวมเสื้อผ้า

  • ควรเช็คกับคนไปร่วมงานคนอื่น ๆ หรือสอบถามบ่าวสาวว่างานครั้งนี้มีธีมหรือสีกำหนดหรือไม่ แต่หากคุณไม่มีชุดสีนั้นก็อาจจะเลือกโทนสีให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใส่สีที่โดดเก่นจนกินซีนเจ้าสาว และข้อห้ามสำคัญคือห้ามใส่สีดำเป็นอันขาดนะคะ

ไม่ถือวิสาสะเชิญแขกคนอื่นเอง

  • ก่อนอื่นคุณห้ามลืมเด็ดขาดว่างานแต่งงานเป็นของคนอื่น ฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะชวนคนอื่นที่เจ้าภาพไม่ได้เชิญมาร่วมงานได้ เพราะหากคุณชวนมาเกินจำนวนที่บ่าวสาวตระเตรียมไว้ก็อาจจะส่งผลต่อแขกคนอื่น ๆ ได้ แต่หากบ่าวสาวเป็นคนเอ่ยปากขอให้คุณเป็นคนช่วยเชิญ ข้อนี้สามารถทำได้ค่ะไม่ติด

ดูแลบุตรหลานที่ไปร่วมงาน

  • บางคนอาจจะมีลูกเล็กที่อยู่ในวัยงอแงหรือวัยกำลังซน ฉะนั้น ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ให้ดีว่าเหมาะจะพาไปด้วยหรือไม่ เพราะหากน้องเกิดงอแงหรือวิ่งวุ่นในงานขึ้นมา อาจทำให้งานนี้ดูกร่อยไปเลยก็ได้
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

เลือกโต๊ะในตำแหน่งที่พอเหมาะ

  • หากคุณเพื่อนซี้กับเจ้าภาพ คุณอาจจะมีโต๊ะส่วนตัวรองรับไว้อยู่แล้ว แต่หากคุณไปงานในฐานะคนรู้จัก ก็ควรเลือกนั่งในตำแหน่งกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ข้อสำคัญห้ามเลือกนั่งชุดโต๊ะหน้าสุดเด็ดขาด เพราะนั่นถือเป็นที่สำหรับแขก VIP นะคะ

อย่าไปงานสายจนเกินไป

  • คุณควรไปถึงงานอย่างน้อย ๆ 30 นาทีก่อนที่งานจะเริ่ม เพราะนอกจากจะได้โต๊ะในตำแหน่งที่ต้องการแล้ว คุณยังจะได้ดูบรรยากาศภายในงานแบบเพลิน ๆ อีกด้วย

ไม่คุยกับเจ้าภาพนานเกินไป

  • หากเป็นช่วงที่บ่าวสาวกำลังต้อนรับคนอยู่ คุณควรจะเข้าไปทักทายเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพระหากคุยนานเกินไปก็จะทำให้คนอื่น ๆ ไม่โอกาสแสดงความยินดี รอให้บ่าวสาวว่างแล้วค่อยคุยกันยาว ๆ ดีกว่านะคะ

ดื่มอย่างมีสติ

  • แม้จะเป็นงานรื่นเริงของคนสนิท แต่คุณก็ไม่ควรจะดื่มหนักจนเมามาย หรือหากจะดื่มแบบจัดเต็มก็ควรอยู่ในระดับที่ดูแลตัวเองได้ เพราะหากคุณเกิดอาเจียนหรือก่อความวุ่นวายขึ้นมา บ่าวสาวอาจจะไม่แฮปปี้ได้นะคะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นมารยาทในการเข้าร่วมงานแต่งที่พึงปฏิบัติ และถึงแม้ว่าคุณจะสนิทหรือไม่สนิทกับเจ้าภาพการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เช่นกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : praewwedding

วัฒนธรรมไทย กับการพนัน มีมานานขนาดไหนแล้ว?

วัฒนธรรมไทย กับการพนัน มีมานานขนาดไหนแล้ว?

จดหมายเหตุลาลูแบร์ บันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ชาวฝรั่งเศส ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีคำกล่าวตอนหนึ่งใจความว่า “ชาวสยามรักการเล่นการพนันมาก จนฉิบหายขายตน หรือไม่ก็ขายบุตรธิดาของตนไปเป็นทาส การพนันที่ชอบเล่นมากที่สุดคือ สกา (การพนันที่ใช้ลูกเต๋าทอย) ซึ่งดูเหมือนจะได้เรียนการเล่นมาจากชาวโปรตุเกส ชาวสยามไม่เล่นไพ่เลย เขาเล่นหมากรุกตามแบบของเราและแบบของจีน นอกจากนี้ชาวสยามยังนิยมเล่นพนันแทบทุกประเภท ทั้งแข่งเรือ, วิ่งวัว-ควาย รวมไปถึงไก่ชน”

จากหลักฐานดังกล่าวนี้เองทำให้ทราบว่า การพนัน อยู่คู่กับสังคมไทยมานานหลายร้อยปีแล้ว และคนไทยก็ชอบเป็นอย่างมาก จากบันทึกของลา ลูแบร์สะท้อนให้เห็นอีกว่าคนไทยเป็นนักพนันโดยสายเลือด มีนิสัยเป็นนักพนันดังนั้นการจะทำให้การพนันเสื่อมความนิยมย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

สังคมไทยมองว่าคนเล่นการพนันไม่ใช่คนเลวถ้าเล่นเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสัมพันธ์ในชุมชน หรือเล่นเพื่อเสี่ยงโชค แต่ที่เป็นปัญหาสังคมก็คือกลุ่ม “นักพนัน” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะหมกมุ่นใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อการเล่นพนัน แสวงหาที่จะเล่นพนันตลอดเวลาในทุกรูปแบบ

และอย่างที่ทราบดีว่าการพนันไม่เคยทำให้ใครร่ำรวย หากครอบครัวใดมีคนติดพนัน ครอบครัวนั้นไม่มีวันสงบสุขได้ ผลกระทบเริ่มจากไม่มีเงินเก็บออม จนถึงขั้นขายบ้านขายรถเพื่อนำมาเล่นและใช้หนี้พนัน ในบันทึกของ ลา ลูแบร์ ยังบอกถึงสมัยอยุธยาที่ถึงขั้นขายลูกเมียเพื่อใช้หนี้ก็มีให้เห็น และในปัจจุบันการพนันยังเป็นต้นตอการก่ออาชญากรรมมากมายทั้ง ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ค้ายาเสพติด ความรุนแรงต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาสังคมทั้งสิ้น

ข้อมูลบางส่วนจาก Bestb69.com ปัจจุบันนี้การเล่นพนันยังคงมีอยู่ มีให้เลือกเล่นหลายประเภท เล่นเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ว่าจะเป็น ชนไก่ วิ่งควาย ไพ่ป๊อก บาคาร่า ไฮโล หวย ฟุตบอล ฯลฯ รวมทั้งการเข้าถึงที่ง่ายกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิมผ่านโทรศัพท์มือถือ มีโฆษณาชวนเชื่ออย่างเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ที่พวกเราใช้อยู่เป็นประจำ มีโปรโมชั่นดึงดูดทำให้อยากสมัครเป็นสมาชิก เช่น เล่นฟรี มีเครดิตให้ยืมก่อนเพื่อให้คุณเห็นว่าได้เงินมาโดยง่ายดึงดูดให้คุณใช้เวลาอยู่กับการเล่นพนันให้นานที่สุด กว่าจะรู้ตัวอีกทีคุณก็ติดมันเสียแล้วจากได้ก็กลายเป็นเสีย จากเสียน้อยก็กลายเป็นเสียมาก

และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่หมดไปสักที เราได้เห็นตามข่าวว่ามีการทลายบ่อนพนัน จับกุมเจ้าของเว็บไซต์พนัน แต่เราไม่เคยรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นท้ายที่สุดแล้วถูกดำเนินคดีถึงที่สุดขั้นไหน เรารู้แต่เพียงว่าสักพักหนึ่งก็จะเกิดบ่อนใหม่ หรือเว็บไซต์พนันใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมาอีก

นอกจากนี้ในโลกของสังคมดิจิทัลไม่จำเป็นต้องถือเงินสดทำให้การเข้าถึงการพนันง่ายกว่าเดิมมากไม่สามารถระบุตัวตัวได้ คุณสามารถฝากถอนเงินเพื่อใช้ในการเล่นพนันเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงแม้คุณจะเป็นเด็กไม่มีอาชีพก็ตาม ขอแค่มีเงินในบัญชีก็สามารถเดิมพันได้แล้ว และนี่คือโจทย์ที่พวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถาบันการศึกษา รวมถึงทางภาครัฐต้องช่วยกันแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา : gamblingstudy-th

ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

การไปร่วมงานสำคัญของผู้อื่นข้อปฏิบัติและมารยาทที่ควรทำในงานนั้น ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ยิ่งเป็นงานศพซึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยความรัก ความโศกเศร้า และความห่วงหาอาลัยด้วยแล้ว ผู้ที่ไปร่วมงานก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้ข้อปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ซึ่งการไปงานศพนอกจากจะต้องสวมใส่เครื่องแต่งกายด้วยโทนสีที่สุภาพแล้ว มารยาทเรื่องอื่น ๆ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อปฏิบัติที่สำคัญในการไปร่วมงานศพมานำเสนอเพื่อเป็นความรู้ให้กับทุกคนกันค่ะ

การให้เกียรติเจ้าภาพ

  • อย่างที่ทราบกันดีว่าการไปร่วมงานในลักษณะนี้ การให้เกียรติเจ้าภาพด้วยการแต่งกายถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ชุดที่เลือกใส่ควรเป็นสีดำล้วน ขาว สีเทาเข้ม หรือสีสุภาพไม่ฉูดฉาด และต้องดูเรียบร้อย ไม่รัดรูป เครื่องประดับสวมใส่ได้แต่ไม่ควรเป็นเครื่องประดับที่มีประกายมากจนเกินไป
  • วันแรกของการตั้งศพนั้นจะเริ่มต้นด้วยพิธีรดน้ำศพ โดยพิธีนี้ส่วนใหญ่แล้วเจ้าภาพจะเชิญคนสนิท หรือคนที่รู้จักเพื่อไปร่วมพิธี แต่ในปัจจุบันหากผู้ตายเป็นที่เคารพรักของผู้อื่น เจ้าภาพก็จะจัดงานเพื่อให้คนอื่นสามารถร่วมพิธีได้ โดยการไปรดน้ำศพนั้นผู้เข้าร่วมงานเมื่อเดินทางไปถึงพิธีแล้วก็ควรทักทายและแสดงความเสียใจต่อเจ้าภาพ จากนั้นให้ไปนั่งรอในที่ที่จัดเตรียมไว้ แล้วเจ้าภาพจะเป็นผู้มาเชิญท่านให้ไปรดน้ำศพที่ตั้งอยู่ โดยให้ทำความเคารพศพ และเทน้ำอบที่เตรียมไว้ลงบนมือ พร้อมขออโหสิกรรม แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม
  • การแสดงความเสียต่อเจ้าภาพถือเป็นข้อปฏิบัติที่ควรทำ แต่หากรู้สึกลำบากใจที่ต้องกล่าวบางสิ่งก็อาจจะพูดให้กำลังใจ หรือพูดถึงเรื่องราวดี ๆ อื่น ๆ ที่สำคัญห้ามพูดถึงเรื่องแย่ ๆ ของผู้ที่จากไปเด็ดขาด เพราะจะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งตัวผู้ตายและเจ้าภาพค่ะ
ข้อปฏิบัติและมารยาทในการไปงานศพ

ควรส่งพวงหรีดไปตอนไหน ?

  • บางคนอาจจะไม่สะดวกเดินทางไปเคารพศพแต่ต้องการส่งพวงหรีดไปเพื่อเป็นการแสดงความอาลัย โดยการส่งพวงหรีดนั้นสามารถส่งได้ตลอดระยะเวลาในการจัดงานศพค่ะ

ควรวางตัวอย่างไรเมื่อไปร่วมงานศพ ?

  • เมื่อเดินทางไปถึงงานแล้วควรทักทายเจ้าภาพ เข้าไปกราบพระ และเคารพผู้ล่วงลับไปแล้ว
  • หาที่นั่งให้เหมาะสม โดยที่นั่งของแขกธรรมดาจะอยู่บริเวณด้านหลัง
  • ระหว่างที่อยู่ในงานหากได้เจอกับคนรู้จักที่ไม่ได้พบกันนาน ไม่ควรทักทายกันอย่างสนุกสนานจนเกินไป
  • หากมีเรื่องจำเป็นต้องพูดคุยกัน ควรคุยกันตอนที่พระหยุดสวดแล้ว เพื่อไม่เป็นการรบกวนแขกคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงาน
  • หากไม่มีความจำเป็นไม่ควรพาเด็กเล็กไปร่วมงาน เพราะเด็กส่วนใหญ่ก็คงอยากจะวิ่งเล่นตามประสา แต่ด้วยสถานที่ที่ไปไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นซนของเด็ก จึงทำให้เด็กเกิดความเบื่อและอาจส่งเสียงรบกวนคนอื่นได้

งานศพเป็นงานที่เราทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้ต้องไปร่วมงานลักษณะนี้จริง ๆ ข้อปฏิบัติ มารยาท และการวางตัวในการร่วมงานถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพแล้ว ยังถือเป็นการให้เกียรติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกด้วยค่ะ   

ขอบคุณข้อมูลจาก : หรีด ณ วัด , Funeral Plans

ที่มาของประเพณีแข่งเรือยาว จังหวัดน่าน

‘ประเพณีแข่งเรือ’ ของจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในสมัยก่อนจะมีการจัดการแข่งขันทุกครั้งที่มีงาน ‘ตานก๋วยสลาก’ หรือถวายทานสลากภัต ซึ่งเมื่อหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งจัดให้มีงานตานก๋วยสลากขึ้น ก็จะมีการเชื้อเชิญหมู่บ้านและวัดใกล้เคียงให้นำเรือมาแข่งขันกัน เพื่อสร้างความสนุกสนานและฝึกความสามัคคี

ต่อมาทางราชการจึงได้ถือเอางานตานก๋วยสลากมาจัด ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดกลางเวียงของน่าน เพื่อเป็นการเปิดสนามการแข่งขันเรือของจังหวัด โดยประเพณีนี้จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน และจะสิ้นสุดการแข่งขันนัดปิดสนามในช่วง 15 ค่ำ เดือน 12 หรือประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

ภาพจาก : www.mgronline.com/travel/detail/9580000095898

การแข่งขันเรือประเพณีจังหวัดน่าน มีหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2460 เมื่อครั้งกรมสมเด็จเจ้าฟ้าพระนครสวรรค์วรพินิจฯ เสด็จตรวจราชการเมืองน่าน เจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้จัดให้มีการแข่งขันเรือประเพณีให้ทอดพระเนตร และอย่างที่ได้บอกไปว่าที่น่านจะมีตานก๋วยสลาก พระ เณร และชาวบ้านก็จะต้องเดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่งโดยจะใช้เรือเป็นยานพาหนะ ระหว่างล่องเรือก็จะมีกลอง ฉิ่ง ฉาบ คอยสร้างความบันเทิง คนเฒ่าคนแก่ก็จะลุกขึ้นมาฟ้อน จึงทำให้นี่กลายเป็นที่มาของท่าฟ้อน ‘ล่องน่าน’ ที่มีท่าฟ้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และในช่วงบ่ายชาวบ้านก็จะนำเรือมาแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน

ภาพจาก : www.sites.google.com

โดยเอกลักษณ์ของเรือเมืองน่านนั้นจะมีความแตกต่างจากเรือของที่อื่น ๆ คือ เรือจะต้องขุดมาจากไม้ตะเคียนหรือใช้ตะเคียนทองทั้งต้น ซึ่งมีความเชื่อกันว่าไม้ตะเคียนจะมีความทนทานและแข็งแรง ตรงบริเวณส่วนหัวของเรือหรือโขนเรือ จะแกะสลักเป็นหัวพญานาคแบบล้านนาที่กำลังแสยะเขี้ยวแสดงอำนาจ ส่วนท้ายของเรือก็จะสลักเป็นหางของพญานาค

ซึ่งชาวน่านจะมีความผูกพันกับพญานาค โดยมีความเชื่อกันว่าพญานาคนั้นจะปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน วัดวาอาราม ทั้งช่วยบันดาลให้ฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ สามารถทำไร่ ทำนา ได้ตามฤดูกาล นอกจากนี้ในการทำเรือนั้นยังจะต้องมีพิธีบายศรีสู่ขวัญหลังจากแข่งขันเสร็จ โดยชาวน่านจะมีความเชื่อว่าไม้ตะเคียนที่นำมาทำเรือจะมีเทพอารักษ์สิงสถิตอยู่ ที่เรียกกันว่า ‘ผีเรือ’ หรือที่เราคุ้นหูกับคำว่า ‘แม่ย่านาง’ นอกจากนี้ยังจะต้องหาฤกษ์ หาวัน และเวลาให้เหมาะสมกับการแข่งขัน เพื่อเป็นสิริมงคล และการแข่งขันเป็นไปอย่างราบรื่นนั่นเองค่ะ

ภาพจาก : www.thaihealth.or.th

และในปัจจุบันประเพณีแข่งเรือของจังหวัดน่าน จะมีการแข่งขันทั้งหมด 2 ประเภท คือประเภทความสวยงามและประเภทเรือเร็ว โดยเรือที่มีความสวยงามก็จะเน้นในเรื่องของการตกแต่งด้วยรูปร่างต่าง ๆ และต้องแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมืองน่าน บางลำอาจจะมีการแสดงศิลปะพื้นบ้านบนเรือเพื่อเพิ่มความสวยงาม และสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนดู

ส่วนประเภทเรือเร็ว ก็จะวัดกันที่ความเร็วล้วน ๆ โดยการจะแข่งขันให้ประสบผลสำเร็จได้ก็จะต้องผ่านการซักซ้อมมาเป็นอย่างดี ต้องมีความสามัคคี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถึงจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของการแข่งเรือเร็วก็จะอยู่ที่คนพากย์ ที่จะพากย์การแข่งขันแบบไม่เว้นช่วงให้หายใจ ภาษาที่ใช้พากย์ก็จะเป็นภาษาท้องถิ่นที่หากใครฟังออกรับรองเลยว่าจะต้องสนุกขึ้นแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงวัฒนธรรม

พิธีผูกข้อมือแต่งงาน เรียบง่ายตามแบบฉบับไทย

การแต่งงานถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดี ๆ ที่เสมือนเป็นเครื่องยืนยันในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคนสองคน โดยรูปแบบการแต่งงานในสมัยนี้ก็จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่การแต่งงานก็จะยึดตามหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ และสำหรับชาวไทยเชื้อสายพุทธนั้น ก็จะมีประเพณีแบบไทย ๆ ที่มีความสวยงามไม่แพ้การแต่งงานแบบอื่น ๆ เลยล่ะค่ะ

ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/society/1590410

โดยการแต่งงานที่เรามักจะเห็นกันแทบจะทุกภาคนั่นก็คือ ‘การผูกข้อมือแต่งงาน’ ซึ่งพิธีแบบนี้อาจจะจัดเป็นพิธีแบบยิ่งใหญ่ หรือจะเลือกจัดเป็นพิธีเล็ก ๆ ตามกำลัง หรือตามความต้องการของบ่าวสาวก็ได้ วันนี้เราจึงได้รวบรวมพิธีผูกข้อมือแต่งงานฉบับรวบรัดของแต่ละภาคมาฝาก หากพร้อมจะเรียนรู้พร้อม ๆ กันแล้ว ก็ตามมาอ่านได้เลยค่ะ

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคเหนือ

  • โดยภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า ‘พิธีฮ้องขวัญ’ โดยขั้นตอนคือเจ้าบ่าวเข้าสาวต้องมานั่งที่ตั่งให้เรียบร้อย จากนั้นพ่อแม่เจ้าสาวจะเข้ามาสวมพวงมาลัยให้เจ้าบ่าวเพื่อรับเป็นลูกเขย ขณะเดียวกันพ่อแม่เจ้าบ่าวก็มาสวมพวงมาลัยให้เจ้าสาวด้วยเช่นเดียวกัน จากนั้นประธานในพิธีจะสวมมงคลแฝด และเจิมหน้าผาก และเข้าสู่พิธีฮ้องขัวญ โดยจะมีหมอขวัญ เป็นผู้ทำพิธีให้ ใช้เวลาทำพิธีประมาณ 20 นาที จากนั้นหมอขวัญจะผูกข้อมือให้บ่าวสาว ตามมาด้วยพ่อแม่ คนเฒ่าคนแก่ และคนอื่น ๆ ในงาน เมื่อผูกครบทุกคนแล้ว ผู้อาวุโสก็จะมาถอดมงคลแฝดเป็นอันว่าเสร็จพิธีกรรมค่ะ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view102512.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคกลาง

  • โดยพิธีในภาคกลางนั้นจะเริ่มขึ้นในช่วงทำพิธีรับไหว้ โดยพ่อแม่ของบ่าวสาวจะต้องไปนั่งคู่กันในที่ที่จัดไว้ เจ้าบ่าวสาวนั่งคู่กันอยู่ในฝั่งตรงข้าม จากนั้นกราบที่หมอน 1 ครั้ง แล้วส่งพานดอกไม้ให้พ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่อวยพรให้ชีวิตคู่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นจะหยิบเส้นด้านมงคลผูกข้อมือให้กับบ่าวสาวเพื่อเป็นการรับขวัญ
ภาพจาก : www.wedding.kapook.com/view83163.html

พิธีผูกข้อมือแต่งงานแบบภาคอีสาน

  • สำหรับภาคอีสานนั้นจะต้องเข้าพิธีแต่งงานบริเวณหน้าบายศรี และจะมีพระสงฆ์มาสวดมนต์อวยพรให้กับบ่าวสาว แล้วผู้ใหญ่ในงานก็จะเริ่มเรียงลำดับตามความอาวุโสมาผูกข้อมือ จากนั้นจะเข้าสู่พิธี ‘การสู่ขวัญกับก่าย’ คือจะให้คู่บ่าสาวนั้นเข้าพาขวัญด้วยการเอามือก่ายกัน แขนผู้ชายทับแขนผู้หญิง เสร็จแล้วผูกข้อมือให้กับชายหญิงแล้วนำไข่ต้มวางลงบนมือแล้วตรวจดูว่าไข่เต็มมือหรือไม่ หากไข่เต็มมือก็หมายความว่าบ่าวสาวนั้นจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จากนั้นบ่าวสาวแบ่งไข่คนละครึ่งแล้วป้อนให้กัน เมื่อกินไข่เสร็จฝ่ายชายก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาพ่อแม่ และบรรดาญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง จากนั้นจึงเสร็จสิ้นพิธีผูกข้อมือ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นพิธีการแต่งงานด้วยการผูกข้อมือแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับของไทย การใช้ชีวิตร่วมกันไม่ได้วัดกันที่งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ชีวิตคู่จะดีได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook

ข้อควรรู้! พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ที่ถูกต้อง

เมื่อเรามีบ้านหลังใหม่ เราก็คงอยากจะขจัดความมัวหมองหรือสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ภายในบ้านเพื่อความสบายใจ ดังนั้น ‘พิธีขึ้นบ้านใหม่’ จึงถือได้ว่าเป็นพิธีที่มีความสำคัญ โดยพิธีนี้เป็นพิธีโบราณที่ได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยได้นำเอาคติจากวรรณคดีและความเชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคลมาปรับใช้ โดยวัตถุประสงค์ในการทำพิธีนี้ คือ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต ทั้งยังจัดงานบุญขึ้นบ้านใหม่เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.poonporn.com

ขั้นตอนการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่

  • พิธีแบบไทย ๆ ขั้นตอนแรกจะต้องไปวัดเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ โดยงานบุญประเภทนี้ส่วนใหญ่จะต้องนิมนต์พระตามจำนวนเลขคี่ เช่น 5 รูป ,7 รูป ,9 รูป จากนั้นนัดแนะสถานที่ วัน และเวลาให้ชัดเจน หากยังไม่มีฤกษ์ก็สามารถปรึกษากับทางวัดได้เลยค่ะ
  • เมื่อถึงวันงานก็จัดเตรียมหิ้งพระพุทธ เสื่อ อาสนะ และอาหารสำหรับถวายพระ รวมไปถึงแขกที่มาร่วมงาน เมื่อพระสงฆ์เดินทางมาถึงก็ให้เริ่มขั้นตอน ดังนี้
  1. จุดธูป 3 ดอก พร้อมเทียน 2 เล่ม ที่หน้าหิ้งพระพุทธ แล้วกราบ 3 ครั้ง จากนั้นหันไปกราบพระสงฆ์อีก 3 ครั้ง
  2. พระสงฆ์สวดมนต์ให้พร
  3. นำอาหารที่เตรียมไว้ ถวายพระพุทธและพระสงฆ์
  4. หลังจากที่พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว จะมีการสวดให้พรอีกหนึ่งครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรม
  5. จากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงอาหารญาติมิตร และแขกที่มาร่วมงาน
ภาพจาก : www.livinginsider.com

แต่หากใครที่ต้องการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่แบบเล็ก ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกันนะคะ

ทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก

  • หาฤกษ์งามยามดี จะไปขอจากพระที่วัด หรือจะค้นหาตามหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตก็ได้ตามความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือ
  • จากนั้นหัวหน้าครอบครัว หรือเจ้าของบ้านก็อันเชิญพระประจำบ้าน แล้วจุดธูปบูชาอธิษฐานให้คุณพระคุ้มครองครอบครัวและที่อยู่อาศัยให้เป็นสุข
  • นอกจากนี้การทำบุญขึ้นบ้านใหม่แบบพิธีเล็ก หากใครสะดวกก็สามารถนิมนต์พระสงฆ์สักหนึ่งรูป มาประพรมพระน้ำพุทธมนต์ตามห้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว รวมไปถึงห้องที่เหลือภายในบ้าน ก่อนเข้าไปอยู่ ก็จะช่วยให้สมบูรณ์แบบและสบายใจยิ่งขึ้นค่ะ    
ภาพจาก : www.ketsaraphon5447.blogspot.com/2018/08/blog-post.html

และสำหรับการขึ้นบ้านใหม่นั้น บางบ้านอาจจะมีความเชื่อในเรื่องของข้อห้ามที่ห้ามทำ โดยข้อห้ามตามหลักโหราศาสตร์ ได้ระบุเอาไว้ว่า วันเสาร์นั้นเป็นวันแห่งความทุกข์ ถือเป็นฤกษ์ที่ไม่ดีนักหากจะจัดงานบุญเสริมสิริมงคลเช่นนี้ ดังนั้นแล้วพิธีขึ้นบ้านใหม่จะไม่นิยมจัดพิธีกันในวันเสาร์นั่นเองค่ะ

ทั้งนี้ การขึ้นบ้านใหม่ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำลังที่ไหวด้วยนะคะ มีน้อยทำน้อยมีมากจะทำน้อยหรือทำมากก็ได้ผลบุญเท่ากัน เพราะฉะนั้นแล้วบทความนี้เป็นเพียงแค่แนวทางในการจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่ที่เรานำมาฝากเท่านั้น อาจจะไม่ต้องทำตามพิธีนี้ทั้งหมด แต่จะทำเพื่อความสบายใจก็ไม่ขัดศรัทธาเช่นกันค่ะ

และในส่วนของคนที่ไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีของขวัญแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากเจ้าบ้าน เพื่อเป็นการอวยพรให้การใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น โดยของขวัญที่เหมาะแก่การมอบก็มีหลายอย่าง เช่น เพชรตาแมว นาฬิกาเรือนทอง ภาพปลาคู่ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : Promotions.co.th

พามารู้จักประเพณีไหลแพไฟ จังหวัดอุตรดิตถ์

ประเพณีไหลแพไฟ เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ชาวบ้านในบางพื้นที่เรียกกันว่า ลอยเรือไฟ หรือ ล่องเรือไฟ หรือปล่อยเรือไฟ เป็นพิธีกรรมที่นิยมทำกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา) ซึ่งจะจัดขึ้นทางแถบพื้นที่ที่มีแม่น้ำหรือลำน้ำ และพิธีก็จะจัดขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาท ความเชื่อเกี่ยวกับการขอขมาและระลึกถึงพระแม่คงคา ความเชื่อเกี่ยวกับการขอฝน เป็นต้น

โดยเรือไฟในสมัยโบราณนั้นจะมีรูปแบบที่เรียบง่าย ทำมาจากต้นกล้วยและลำไม้ไผ่ ที่พอจะทำให้สามารถลอยน้ำได้ มีการนำดอกไม้ ธูป เทียน ตะเกียง มาประดับตกแต่งเรือไฟให้มีความสวยและสว่างไสวก่อนลอยไปสู่แม่น้ำ แต่ในปัจจุบันนั้นได้เริ่มทำเรือไฟด้วยรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประกอบการทำ และมีการตกแต่งให้มีความวิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้น เมื่อปล่อยเรือไฟไปสู่แม่น้ำแล้วจะเป็นภาพที่สวยสดงดงามและตราตรึงใจผู้เข้าชมได้เป็นอย่างดี  

ภาพจาก : www.museumthailand.com

ในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์นั้นงานประเพณีไหลไฟได้เริ่มมีการจัดขึ้นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2541 โดยนายอำเภอในสมัยนั้นได้เกิดความคิดที่อยากให้อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์มีประเพณีใหญ่ประจำท้องถิ่น ทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังได้มีการทำนาและผลไม้ต่าง ๆ จากนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่ ให้มีการจัดประเพณีไหลแพไฟขึ้น เพื่อเป็นพิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำ อีกทั้งประเพณีนี้ยังเสมือนเป็นการเฉลิมฉลองในวันมหามงคลเฉลิมพรรษาขึ้น 6 รอบ ของพระเจ้าอยู่ในหัวรัชกาลที่ 9 อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก : www.m-culture.go.th/uttaradit/ewt_news.php?nid=513&filename=index

โดยการจัดพิธีไหลแพไฟครั้งแรกนั้นมีเพียงแค่แพรูปจำลองเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และแพประกอบแรกเพียงหนึ่งแพเท่านั้น แต่ปรากฏว่าประเพณีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก จากนั้นในปีถัดมาองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง และเทศบาลตำบล 2 แห่ง จึงได้จัดทำแพไฟเพื่อร่วมขบวนมากถึง 7 แพ ทำให้หลังจากนั้นประเพณีไหลแพไฟของอำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ยิ่งใหญ่ อลังการ และสมพระเกียรติการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชการที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง

และในปี พ.ศ.2563 ประเพณีไหลแพไฟได้จัดขึ้นในวันที่ 3-5 ธันวาคม 2563 ณ ท่าน้ำวัดวังแดง หมู่ 3 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ภายในงานพบกับมหรสพมากมาย ทั้ง ชมการแสดงของนักเรียนตำบลวังแดง การประกวดร้องเพลง การละเล่น มวยไทย ลิเก รำวงย้อนยุค ฯลฯ และในคืนวันที่ 4 ธันวาคม ขบวนเรือก็จะแล่นมาตามลำน้ำน่าน จากนั้นในคืนสุดท้ายเรือก็จะแล่นมาสู่วัดหาดสองแคว เพื่อทำพิธีเฉลิมฉลองแพไฟ พิธีขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำต่อไปค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Museum Thailand