ประเพณีทานขันข้าว งานบุญสำคัญของภาคเหนือ

ตานขันข้าว หรือ ทานขันข้าว พิธีสำคัญที่ถูกสืบทอดมา

ประเพณีทานขันข้าว หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า ‘ตานขันข้าว’ เป็นประเพณีการทำบุญที่ชาวเหนือจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญู โดยในวันนี้ชาวบ้านจะนำสำรับอาหารไปถวายให้พระหรือผู้ใหญ่ที่ตนนับถือในวันเทศกาบสำคัญ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลในโอกาสต่าง ๆ รวมไปถึงการทำบุญเพื่อให้ตนเองได้สะสมบุญไปในภพชาติหน้า

ส่วนใหญ่แล้วประเพณีนี้จะนิยมทำกันในช่วงวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา, วันเข้าพรรษา ฯลฯ รวมไปถึงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วันคล้ายวันเกิด วันขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น

ตานขันข้าว หรือ ทานขันข้าว พิธีสำคัญที่ถูกสืบทอดมา
ตานขันข้าว หรือ ทานขันข้าว พิธีสำคัญที่ถูกสืบทอดมา

ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นชาวบ้านจะต้องนำภัตตาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค ไปถวานให้แก่พระภิกษุสงฆ์ที่วัด เพื่อเป็นการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้พ่อ แม่ ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เจ้ากรรมนายเวร เจ้าที่ ครูบาอาจารย์ ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยชาวล้านนามีความเชื่อกันว่าการทานขันข้าว จะช่วยให้ผู้ล่วงลับมีกินมีใช้ไม่อดอยาก ทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า

ของที่ต้องเตรียมในประเพณีทานขันข้าว (ตานขันข้าว)

  • อาหารคาว – หวาน
  • กรวยใบตอง
  • ดอกไม้
  • ธูป – เทียน
  • อุปกรณ์สำหรับกรวดน้ำ
  • ชื่อ – นามสกุลของผู้ล่วงลับ

เมื่อประเคนข้าวปลาอาหารให้ภิกษุเรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ก็จะให้ศีลให้พร และกล่าวโวหารการทำบุญในเรื่องต่าง ๆ โดยพระสงฆ์จะอ่านชื่อบรรพบุรุษตามที่ญาติโยมเขียนมาให้ เพื่อให้ผลบุญส่งไปถึง หรือหากชาวบ้านไม่ได้เขียนชื่อของผู้ล่วงลับมา ก็จะเป็นการกล่าวถึงบรรพบุรุษ เจ้ากรรมนายเวร เทวบุตร เทวดา ฯลฯ แทน พร้อมปิดท้ายด้วยการให้ศีลแก่ญาติโยม เมื่อเสร็จสิ้นพิธีญาติโยมก็สามารถนำอาหาร หรือปิ่นโตกลับไปได้ทันที

ประเพณีทานขันข้าว งานบุญสำคัญของภาคเหนือ
ประเพณีทานขันข้าว งานบุญสำคัญของภาคเหนือ

ประเพณีทานขันข้าวถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญทางภาคเหนือ ที่นอกจากจะเป็นการทำบุญที่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูแล้ว การไปวัดหรือการร่วมกันทำอาหาร การตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ยังเหมือนกับการให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความรัก ความอบอุ่นของคนในครอบครัว ที่สำคัญยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์จารีตประเพณีที่สำคัญของภาคเหนือไว้ได้อีกด้วย ซึ่งประเพณีนี้เป็นประเพณีที่ญาติผู้ใหญ่ไม่ต้องมีการอบรมสั่งสอนใด ๆ เกิดขึ้น แต่ผู้ใหญ่มักจะปฏิบัติให้ลูกหลานได้ดูเป็นตัวอย่างเสมอมา นั่นจึงทำให้คนเป็นลูกหลานได้สืบทอดประเพณีนี้แบบไม่ต้องเอ่ยปากบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก : มติชนสุดสัปดาห์

พาไปรู้จัก! ประเพณีลอดซุ้มประตูป่า วัดห้วยหลาด จังหวัดสงขลา

พิธีลอดซุ้มประตูป่า ประเพณีของชาวรัตภูมิ

พาทุกคนล่องใต้ไปกันที่ ‘จังหวัดสงขลา’ จังหวัดที่นอกจากจะเต็มไปเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีประเพณีขึ้นชื่ออย่างลอดซุ้มประตูป่าอีกด้วย ซึ่งหลายคนคงกำลังเกิดข้อสงสัยว่าประเพณีคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้เรามีเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับประเพณีนี้มาฝากกันค่ะ

สำหรับประเพณีลอดซุ้มประตูป่า ‘พระครูโกวิทธรรมสาร’ หรือ ‘อาจารย์กลาย’ เจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า พิธีกรรมนี้เป็นพิธีที่ถูกชี้แนะมาจากหลวงปู่สีมั่น เทพอินโท ที่ได้ลงมาประทับร่างของหลวงปู่ขาว (เจ้าอาวาสวัดห้วยลาดรูปที่ 3) ว่าให้มีพิธีลอดซุ้มประตูป่า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสิริมงคลกับญาติโยมที่มาร่วมทำบุญที่วัด โดยซุ้มที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านสร้างขึ้นมา จากนั้นจึงให้พระภิกษุประพรมน้ำพุทธมนต์ และให้ผู้ร่วมงานได้ลอดซุ้มกัน

พาไปรู้จัก! ประเพณีลอดซุ้มประตูป่า วัดห้วยหลาด จังหวัดสงขลา
พาไปรู้จัก! ประเพณีลอดซุ้มประตูป่า วัดห้วยหลาด จังหวัดสงขลา

โดยมีความเชื่อกันว่าประเพณีนี้เป็นประเพณีที่ถูกถอดแบบมาจากเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ เมืองเวสาลี ที่ตอนนั้นเคยเกิดโรคภัยร้าย ข้าวยากหมากแพง ทำให้ประชาชนชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัส อีกทั้งยังมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการอัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาช่วยปัดเป่าสิ่งเลวร้ายและทุกข์ภัยที่เกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงสั่งให้พระอานนท์นำบาตรมาใส่น้ำเพื่อประกอบพิธี แล้วจึงนำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมให้กับชาวบ้าน ไม่นานชาวบ้านก็เกิดกำลังใจ พ้นจากทุกข์ จากโรคภัยต่าง ๆ นั่นเอง

สำหรับพิธีที่เกิดขึ้น ณ วัดห้วยหลาดในช่วงเช้าก่อนเริ่มลอดซุ้มนั้น ชาวบ้านจะมีการถวายมหาสังฆทานเพื่อร่วมสร้างบุญสร้างกุศลกันก่อน กระทั่งในช่วงบ่ายก็เริ่มเข้าสู่ช่วงพิธีการ โดยชาวบ้านนับพันคนจะทยอยเข้าคิวต่อแถวเพื่อลอดซุ้ม ซึ่งจะมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำขบวนผ่านไปก่อน แล้วจึงไปนั่งเจริญพุทธมนต์และประพรมน้ำมนต์ให้กับชาวบ้าน นับว่าเป็นประเพณีหนึ่งเดียวที่มีอยู่ในขณะนี้

พาไปรู้จัก! ประเพณีลอดซุ้มประตูป่า วัดห้วยหลาด จังหวัดสงขลา
พาไปรู้จัก! ประเพณีลอดซุ้มประตูป่า วัดห้วยหลาด จังหวัดสงขลา

ในส่วนของวัดห้วยหลาดนั้นเป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โดยตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูง มีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง 12 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1342 โครงสร้างทำมาจากคอนกรีตและไม้ โดยมีหลวงปู่สีมั่น ทพอินโท เดินธุดงค์มาจากเพชรบุรี เมื่อมาถึงที่บริเวณนี้ในสมัยที่ยังเป็นป่าอยู่ เห็นว่าพื้นที่เต็มไปด้วยความสงบ จึงปักกลด จากนั้นจึงมีชาวบ้านมาช่วยกันสร้างเสนาสนะ จนกลายเป็นวัดที่ชาวรัตภูมินับถือมาจนถึงทุกวันนี้

ข้อมูลจาก : Gimyong Travel

ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด หนึ่งเดียวในไทย

พาชมประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ที่ อยุธยา

คลองลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่มีสายน้ำไหลผ่านมาอย่างยาวนาน จึงทำให้ชาวบ้านที่นี่มีความรักและความผูกพันกับสายน้ำมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่ในสมัยโบราณชาวบ้านก็จะใช้สายน้ำในการคมนาคมมาโดยตลอด จึงทำให้เกิดเป็นที่มาของ ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ ของชาวลาดชะโด ที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ เป็นประเพณีที่จัดขึ้นมาใหม่ โดยมีการจัดงานครั้งแรกไปเมื่อประมาณปีพ.ศ.2552 สำหรับสถานที่จัดงานนั้นจะอยู่ที่บริเวณตลาดชะโด ซึ่งเป็นตตลาดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี (สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา)

ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด หนึ่งเดียวในไทย
ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด หนึ่งเดียวในไทย

วัตถุประสงค์ในการประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานนั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีการถวายเทียนพรรษา และการเดินทางทางน้ำเหมือนในสมัยอดีต อีกทั้งยังเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์และร่วมกันฟื้นฟูตลาดลาดชะโดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยคลองสายนี้เป็นคลองสาขาย่อยของแม่น้ำน้อย ที่เป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาอีกที (ทำให้ค้นหาในแผนที่กูเกิลไม่เจอ) ซึ่งจริง ๆ แล้วชื่อของคลองสายนี้คือ บางคี่ แต่เพื่อป้องกันความสับสนและสสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นคลองลาดชะโดนั่นเองค่ะ

สำหรับประเพณีการแห่เทียนพรรษาทางน้ำ สาเหตุที่ทำให้กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วคงเป็นเพราะนี่เป็นประเพณีที่จัดขึ้นแห่งเดียวในประเทศไทย (ในโลกเลยก็ว่าได้) เมื่อประเพณีได้แพร่กระจายและเป็นรู้จักในวงกว้าง จึงส่งผลให้มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาชมงานประเพณีนี้เพิ่มขึ้นทุกปี

อีกทั้ง ยังได้มีการจัดงบประมาณซ่อมแซมสะพานสมประสงค์ที่เป็นสะพานไม้เก่าแก่คู่กับสายน้ำแห่งนี้ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อต้องการให้สะพานสามารถรองรับน้ำหนักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้อย่างปลอดภัย

ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด หนึ่งเดียวในไทย
ประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ คลองลาดชะโด หนึ่งเดียวในไทย

ที่สำคัญภายในงานยังได้มีการจัดการประจำเรือเทียนพรรษา โดยได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทเรือสวยงาม, เรือวรรณคดี และเรือวิถีชีวิต แต่ละประเภทมีเรือจากชาวบ้านที่ส่งเข้าประกวดจำนวนมาก เรือแต่ละลำก็ชูเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองผ่านสีสันการประดับประดาที่สวยงาม นอกจากนี้ก็ยังมีการประกวดบ้านเรือนริมคลองลาดชะโด ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านในอดีตให้นักท่องเที่ยวได้ชมอีกด้วยค่ะ

สำหรับการเดินทางมางานแห่เทียนทางน้ำนั้น คุณสามารถใช้ถนนสายเอเชียไปจนถึงแยกอำเภอป่าโมก (ทางหลวง 329) เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 25 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย ไปอีก 1.7 กิโลเมตร จะเห็นป้ายตลาดลาดชะโด เลี้ยวขวา 300 เมตร จอดรถที่สำนักงานเทศบาลตำบลลาดชะโดหลังเก่า เพียงเท่านี้คุณก็ได้ไปสัมผัสความสวยงามของประเพณหนึ่งเดียวในโลก และตลาดเก่าแก่ที่อยู่คู่แม่น้ำสายนี้แล้วล่ะค่ะ

ข้อมูลจาก : MThai

ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?

พิธีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) คืออะไร ?

พิธีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) พิธีกรรมที่ชาวมอญจะเรียกกันว่า ‘เล๊ะจุ๊สะเป็นปล่าย’ เป็นพิธีกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของวันสงกรานต์จะจัดเฉพาะกลุ่มคนไทยเชื้อสายรามัญ หรือมอญ ในตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น โดยประเพณีนี้เป็นประเพณีที่ชาวบ้านระแวกนั้นสืบต่อกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีหลังวันสงกรานต์ผ่านพ้นไป หรือ ช่วงขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?
ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?

ซึ่งในทุก ๆ หมู่บ้านของตำบลบางกระเจ้าจะมีศาลประจำหมู่บ้านเป็นของตัวเอง โดยศาลต่าง ๆ จะเป็นที่พึ่งทางใจของชาวมอญ นอกจากนี้คนในพื้นที่ยังมีความเชื่อกันอีกว่าเจ้าพ่อที่ประทับอยู่ในศาลประจำหมู่บ้าน จะเป็นผู้นำสิ่งที่เป็นมงคลมาสู่ชีวิต ทำให้ครอบครัวและทุกคนในหมู่บ้านมีความสุข

เครื่องเซ่นไหว้ในพิธีล่องเจ้า (ล่องจุ๊)

ในทุก ๆ พิธีกรรมมักจะมีของไหว้ หรือเครื่องเซ่นไหว้ที่บ่งบอกถึงพิธีกรรมอยู่เสมอ เช่นเดียวกันพิธีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) ก็มีของเซ่นไหว้ในพิธีกรรมเช่นกันค่ะ

  • ขนมต้มแดง และขนมต้มขาว อย่าง 1 ถ้วย
  • มะพร้าวอ่อน 1 ผล
  • กล้วย 1 หวี
  • ข้าวสวย 1 ถ้วย
  • ไข่ต้ม 1 ฟอง (วางบนข้าว)
ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?
ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?

เมื่อตระเตรียมของไหว้เสร็จแล้วให้นำสิ่งเหล่านั้นมาจัดใส่ถาด นำไม้ไผ่อันเล็ก ๆ ยาว ๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าไม้เกี้ยว มาหักเป็นรอยให้เป็นข้อโดยแต่ละข้อจะทิ้งช่วงห่างกันประมาณครึ่งนิ้ว (จำนวนรอยข้อจะหมายถึงจำนวนคนในบ้าน) จากนั้นจึงนำไม้เกี้ยวไปปักลงบนหวีกล้วยที่อยู่ในถาด เมื่อเตรียมของเรียบร้อยแล้วชาวบ้านก็จะนำถาดเหล่านี้ไปวางไว้ที่โต๊ะบริเวณที่จัดพิธีกรรม

นอกจากนี้ชาวบ้านจะต้องจัดหาผ้าขาวม้า รวมไปถึงผ้านุ่งสวย ๆ เตรียมเอาไว้หลายชุด โดยชาวบ้านมีความเชื่อกันว่านอกจากเจ้าพ่อประจำหมู่บ้านแล้ว ยังมีเจ้าพ่อและเจ้าแม่องค์อื่น ๆ จะมาร่วมในพิธีกรรมนี้ด้วย โดยพิธีนี้จะเริ่มต้นประมาณเวลาบ่าย 3 โมง ผู้ร่วมที่เป็นร่างทรงจะเป็นสตรี ก่อนเริ่มพิธีสตรีที่ได้รับเชิญจะต้องรับเครื่องเซ่นจากชาวบ้านมา เมื่อร่างทรงประทับแล้วร่างทรงจะหยิบผ้ามาห่มทับกับเสื้อผ้าตัวเดิม หลังจากนั้นก็จะร่ายรำไปตามทำนองเพลงบรรเลงของมอญโบราณ (ไม่มีเนื้อร้อง) ในขณะที่ท่านกำลังประทับร่างทรงนั้น ท่าก็จะเลือกสาว ๆ ให้ออกมารำด้วย

ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?
ประเพณีล่องเจ้า (ล่องจุ๊) เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์อย่างไร ?

นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความเชื่ออีกว่าหากเจ้าเข้าประทับร่างของใคร คนนั้นจะต้องเป็นร่างทรงที่มารำถวานเจ้าพ่อเป็นประจำทุกปี เมื่อเจ้าพ่อออกจากร่างแล้วร่างทรงนั้นก็จะล้มลง

ศาลเจ้าในตำบลบางกระเจ้า มีทั้งหมด 7 ศาล ได้แก่

  1. ศาลเจ้าพ่อเพชร หมู่ที่ 2 บ้านบางไผ่เตี้ย
  2. ศาลเจ้าพ่อสรวง หมู่ที่ 3 บ้านใหม่
  3. ศาลเจ้าพ่อช้างพันธุ์ หมู่ที่ 4 บ้านบางสีคต
  4. ศาลเจ้าพ่อดอนยาว หมู่ที่ 4 บ้านบางสีคต
  5. ศาลเจ้าบางกระเจ้าน้อย (เจ้าพ่อจำปีจำปา) หมู่ที่ 5 บ้านบางกระเจ้าน้อย
  6. ศาลเจ้าพ่อปู่เทพารักษ์ หมู่ที่ 7 บ้านบางกระเจ้า
  7. ศาลเจ้าแม่หม่อมจันทร์ หมู่ที่ 9 บ้านย่านซื่อ

ข้อมูล : กระทรวงวัฒนธรรม

ประเพณีตายายย่าน ประเพณีส่วนชุมชนของจังหวัดสงขลา

ประเพณีตายายย่าน สำคัญอย่างไรกับชาวสงขลา ?

ประเพณีตายายย่าน เป็นประเพณีส่วนชุมชนที่สืบต่อกันมายาวนานกว่าหลายร้อยปี โดยชาวบ้านส่วนใหญ่จะเรียกประเพณีนี้ว่า ประเพณีทำบุญเดือนหก หรือประเพณีสมโภชเจ้าแม่อยู่หัววัดท่าคุระ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ (หากปีใดแรม ๑ ค่ำไม่ตรงกับวันพุธจะต้องเลื่อนออกไป) ณ ดท่าคุระ หมู่ที่ ๙ บ้านท่าคุระ ตำบลคลองรี อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ภายในพิธีจะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวท่าคุระ ออกมาจากภายในห้องมณฑป เพื่อให้ชาวบ้านที่เคารพศรัทธาได้มีโอกาสสรงน้ำและกราบไหว้

โดยโอกาสสำคัญ ๆ เช่นนี้จะจัดขึ้นแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น จึงทำให้ลูกหลานของชาวบ้านท่าคุระ ตลอดจนคนที่ไปอาศัยอยู่ที่อื่นจะต้องกลับมาสักการะด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัว เป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิ มีขนาดหน้าตักเล็กเพียง 2 เซนติเมตร และความสูงประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีการสันนิษฐานว่าเป็นพระราชินีในสมัยสุโขทัยตอนปลาย

ประเพณีตายายย่าน ประเพณีส่วนชุมชนของจังหวัดสงขลา
ประเพณีตายายย่าน ประเพณีส่วนชุมชนของจังหวัดสงขลา

ซึ่งในตำนานได้มีการเล่าขานกันมาต่าง ๆ นานา แต่ตำนานที่หลาย ๆ คนพูดถึง คือตำนานเกี่ยวกับบุตรชายของเจ้าแม่อยู่หัวที่ได้ลงไปเล่นในท่าน้ำ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เจ้าแม่อยู่หัวจึงทรงรับสั่งให้ทหารออกค้นหาบุตรชาย จนสุดท้ายได้ไปพบบุตรชายที่บริเวณหมู่บ้านท่าคุระ ที่มี 2 ตายายช่วยกันดูแลบุตรชายอย่างดี เมื่อเจ้าแม่อยู่หัวทราบข่าวจึงได้มีการมอบทองคำให้กับสองตายาย จากนั้นสองตายายจึงนำทองคำไปหล่อเป็นพระพุทธรูป จากนั้นพระพุทธรูปเจ้าแม่อยู่หัวจึงได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่ชาวบ้านท่าคุระมาจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ภายในงานประจำปี ยังได้มีการแสดงที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นภาคใต้ นั่นคือ ‘โนราโรงครู’ ที่ชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่เจ้าแม่โปรดปรานเป็นพิเศษ ประกอบกับการที่ชาวบ้านมักจะมาบนบานศาลกล่าว ด้วยการนำโนรามาแก้บนก็มักจะสำเร็จทุกครั้งไป ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้โนราโรงครูกับประเพณีตายายย่านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่ในอดีต

ประเพณีตายายย่าน ประเพณีส่วนชุมชนของจังหวัดสงขลา
ประเพณีตายายย่าน ประเพณีส่วนชุมชนของจังหวัดสงขลา

โดยโนราโรงครูเป็นการร่ายรำโนราอย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน คืนแรกจะเป็นการรำเพื่อไหว้ครู ประกาสเชิญราชครู รำแม่บท ออกพราน และปิดท้ายด้วยการแสดงแบบชาวบ้าน ต่อมาในคืนที่ 2 และ 3 จะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ได้บนบานเอาไว้ได้มารำแก้บน ซึ่งทางคณะก็จะมีชุดโนราไว้ให้ชาวบ้านได้สวมใส่

ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่สำหรับชาวบ้าน ณ บริเวณนั้นก็ให้ความเคารพ และความศรัทธามาตลอดหลายร้อยปี

ข้อมูลจาก : สำนักวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา

ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร

ประเพณีแห่พ่อคุณโขนมีความสำคัญอย่างไรกับชาวสมุทรสาคร

ประเพณีแห่พ่อคุณโขน เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งแน่นอนเลยว่าประเพณีแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะความบังเอิญแต่อย่างใด แต่ประเพณีแห่พ่อคุณโขนเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สร้างปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จนทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก

โดยคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านก็มีตำนานเล่าขานกันมาว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่บริเวณคลองสุนัข ตั้งแต่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งในคราวนั้นได้มีคณะโขนคณะหนึ่งเดินทางผ่านแม่น้ำสายนี้แต่ทันทีที่มาถึงบริเวณชุมชนบางบ่อ เรือก็เกิดอับปางทำให้ผู้ที่เดินทางมาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่าแปลกใจคือศพของนักแสดงโขนสองพี่น้องกลับลอยขึ้นมาเหนือน้ำ โดยศพของผู้พี่ได้กอดหัวโขน (ทศกัณฑ์) อยู่ด้วย

ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร
ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อชาวบ้านเห็นดังนั้นก็ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาและเห็นถึงความรักต่ออาชีพที่ทำ ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศาลขึ้นตรงบริเวณที่พบศพผู้พี่เป็นระแวกบ้านบน เรียกกันว่า ‘ศาลพ่อคุณโขน’ ส่วนบริเวณที่พบศพผู้เป็นน้องจะอยู่ที่ บ้านล่าง และมีศาลที่ชื่อว่า ‘ศาลพ่อคุณน้อย’

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าที่บริเวณแห่งนี้จะมีจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยช่วยเหลือชาวบ้าน หรือหากเรือลำไหนที่แล่นผ่านแล้วไม่จอดสักการะเรือลำนั้นก็มักจะอับปางไปทำให้ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ นอกจากนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านรวมไปถึงบริเวณใกล้เคียงยังมักมาขอให้กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง ขอให้ฝนไม่ต้องในช่วงทำนาเกลือ และขอในเรื่องมงคลต่าง ๆ ซึ่งเมื่อสิ่งที่ขอสมดังปรารถนาชาวบ้านก็มักจะมากราบไหว้และแก้บนด้วยละครรำในงานประจำปี

ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร
ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร

ซึ่งในงานประจำปี ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ จะจัดในช่วงขึ้น 12 – 14 ค่ำ เดือน 6 ณ ศาลพ่อขุนโขน โดยในแต่ละคืนก็จะมีพิธีกรรมต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การอัญเชิญพ่อคุณโขนลงมาจากศาลแล้วแห่ไปรอบหมู่บ้าน, การปิดทองและแก้บน, พิธีเวียนเทียน ฯลฯ แต่ที่สำคัญคือตลอดระยะเวลา 3 คืน จะมีการแสดงมหรสพให้ได้ชมกันตลอดงาน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยความสนุกสนานเลยล่ะค่ะ

ขอเล่าย้อนไปถึง ‘คลองสุนัขหอน’ กันหน่อย คลองแห่งนี้เป็นคลองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน เป็นคลองสำคัญของภาคกลางที่ไว้ใช้สำหรับการค้าขายและการคมนาคม ที่สำคัญในช่วงกรุงศรีฯ เสียราชธานีเป็นครั้งที่ 2 คลองสุนัขหอนยังเป็นเส้นทางในการเดินทัพของพม่าอีกด้วย

ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร
ประวัติความเป็นมา ‘ประเพณีแห่พ่อคุณโขน’ ของจังหวัดสมุทรสาคร

แต่เมื่อบ้านเมืองสงบคลองสุนัขหอนก็เป็นเส้นทางสำคัญระหว่างกรุงรัตนโกสินทร์และหัวเมืองตะวันตก ซึ่งบ้านบ่อก็เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่หากใครเล่นเรือผ่านก็จะผ่านที่ชุมชนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้บ้านบ่อยังเป็นชุมชนสำคัญที่เคยถูกกล่าวไว้ในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่อีกด้วย

ถือเป็นอีกหนึ่งชุมชนสำคัญในประเทศไทยที่นอกจากจะมีการประกอบอาชีพที่หลากหลายแล้ว ยังมาพร้อมกับตำนานเล่าขานที่น่าแปลกใจมากอีกด้วยค่ะ

ข้อมูล : museumthailand

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา

พามารู้จัก ‘ประเพณียี่เป็ง’ 

ประเทศไทยถือว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประเพณีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งแต่ละภาคก็จะชูความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ผ่านประเพณีสำคัญนั้น ๆ อย่างดินแดนล้านนาทางภาคเหนือ ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย

และทุกคนก็น่าจะรู้จักประเพณีขอขมาแม่คงคาอย่าง ‘วันลอยกระทง’ กันดีอยู่แล้ว แต่หากคุณได้ลองไปที่ศูนย์รวมล้านนาอย่างจังหวัดเชียงใหม่ คุณก็จะได้พบกับวันลอยกระทงที่พิเศษกว่าที่อื่น ๆ ซึ่งประเพณีที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ คือประเพณียี่เป็งนั่นเองค่ะ

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.kiw230841.wordpress.com

ซึ่งคำว่ายี่เป็ง เป็นภาษาล้านนาที่สามารถแยกออกได้เป็น 2 คำ คือ ยี่ มีความหมายว่าเดือนสอง หรือเดือนยี่ตามที่คนล้านนาใช้เรียกเดือนพฤศจิกายน และคำว่าเป็ง จะหมายถึงพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ โดยจะจัดงานทั้งสิ้น 3 วัน ดังนี้

  • วันขึ้น 13 ค่ำ หรือ วันดา ที่จะเป็นวันจัดเตรียมข้าวของสำหรับใช้ในวันทำบุญ
  • วันขึ้น 14 ค่ำ ชาวบ้านจะพากันไปทำบุญ ถือศีล ฟังธรรมกันที่วัด และมีการทำกระทงใหญ่ร่วมกันไว้ที่ลานวัด จากนั้นชาวบ้านก็จะนำของกินต่าง ๆ ที่เตรียมเอาไว้ มาใส่ในกระทง เพื่อเป็นการทำทานให้แก่คนยากจน
  • วันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านก็จะนำกระทงใหญ่ รวมไปถึงกระทงเล็ก ๆ ส่วนตัวไปลอยในแม่น้ำเหมือนกับวันลอยกระทงทั่วไป

แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือน คือภายในงานยี่เป็งคุณจะได้เห็นโคมไฟลอยอยู่บนท้องฟ้า ส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งงาน ซึ่งสำหรับคนภาคอื่น ๆ จะคุ้นเคยกับคำว่า โคมลอย แต่สำหรับคนล้านนาจะเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า ‘ว่าว’ ซึ่งว่าวในภาษาล้านนา จะหมายถึง เครื่องเล่นชนิดหนึ่งทำด้วยกระดาษ สำหรับปล่อยให้ลอยไปตามลม คล้าย ๆ กับบอลลูน

และตามวัฒนธรรมของล้านนา ในช่วงยี่เป็งจะมีการปล่อยว่าว 2 แบบ คือ

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.chiangmaidaily.com/
  • ว่าวฮม (ว่าวลม) หรือ ว่าวควัน จะเป็นรูปแบบของโคมลอยที่เราคุ้นเคยกันดี จะใช้ควันที่มีความร้อนอัดเข้าไปในตัวว่าว เพื่อให้ว่าวสามารถที่จะพยุงลอยขึ้นบนอากาศได้ นอกจากนี้ยังผูกสายประทัดติดที่หางว่าว และจุดเมื่อปล่อย นิยมปล่อยกันในช่วงกลางวัน
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.hilight.kapook.com
  • ว่าวไฟ จะใช้หลักการเดียวกันกับว่าวฮม แต่ว่าวไฟจะใช้กระดาษในการทำน้อยกว่า และอาศัยความร้อนจากลูกไฟที่ติดกับแกนกลาง โดยลูกไฟที่ติดกับแกนกลางนั้นในอดีตจะใช้ขี้ย้าหล่อเป็นแท่ง แต่ในปัจจุบันจะนิยมใช้กระดาษชำระชุบขี้ผึ้งเทียน นิยมจุดกันในตอนกลางคืน

ล่องสะเปา ลอยกระทงฉบับล้านนา

ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา
ประเพณียี่เป็ง วันลอยกระทงตามแบบฉบับล้านนา : www.chiangmainews.co.th

นอกจากนี้ชาวล้านนายังมีกระทงที่มาในรูปแบบเฉพาะ จะเรียกว่า ‘สะเปา’ หรือไหลเรือสำเภา โดยชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันทำสะเปาที่วัด เสร็จแล้สก็จะนำไปวางลงบนแพไม้ไผ่ และนำสะตวง (สิ่งของที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของทางเหนือล้านนา) พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ใส่ลงไปในสะเปา

และช่วงหัวค่ำของวันยี่เป็งก็จะพากันมาหามสะเปาไปปล่อยลงในแม่น้ำ เมื่อสะเปาลอยไปไดไกลในระยะหนึ่ง ก็จะมีคนยากจนคอยดักสะเปากลางแม่น้ำ เพื่อนำอาหารและของใช้ต่าง ๆ ไปใช้ และนี่ถือเป็นพิธีกรรมที่มาในรูปแบบของการทำทานนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา ยังนับว่าอยู่บนฐานความเชื่อเดียวกันกับประเพณีลอยกระทงในภาคอื่น ๆ ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญคือการขอขมาแม่พระคงคา และบูชาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมไปถึงทำทานให้กับคนยากไร้

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : True ID

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย

ความสำคัญของพิธีรับขวัญข้าว

ประเทศไทยดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หลายศาสนา ที่สำคัญยังคงมีพิธีกรรมดั้งเดิมต่าง ๆ ที่ยังคงสืบทอดมาจนปัจจุบัน อย่าง ‘พิธีรับขวัญข้าว’ ก็เป็นอีกหนึ่งพิธีตามความเชื่อของชาวนา ที่แม้ในสมัยนี้อาจจะหาชมได้ยากในสังคมคนเมือง แต่ตามชนบทแล้วพิธีนี้ยังคงเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนทุกวันนี้

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย
รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย ภาพจาก : www.sanook.com

ประเพณีรับขวัญข้าวหรือพิธีรับขวัญข้าว ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่ทำกันในเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทยที่มีการทำนา แต่อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ประเพณีทำขวัญข้าว ประเพณีทำขวัญแม่โพสพ ประเพณีรับขวัญแม่โพสพ ฯลฯ แต่ถึงจะมีชื่อเรียกที่ต่างกัน แต่การประกอบพิธีนั้นก็จะมีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก อาจจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างบททำขวัญ เครื่องเซ่นไหว้ หรือรูปแบบพิธีการที่แตกต่างกันไปสักเล็กน้อย

โดยประเพณีรับขวัญข้าวนั้น เป็นประเพณที่ชาวนาเป็นผู้คิดขึ้น ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มีความคิดที่ว่า แม่โพสพผู้เป็นเทพธิดาประจำต้นข้าวและเป็นผู้คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม จนได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ จึงทำให้ชาวนาให้ความเคารพนับถือ และกราบไหว้แม่โพสพมาตั้งแต่โบราณกาล นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่า แม่โพสพเป็นผู้ที่ตกใจ และเสียขวัญได้ง่าย จึงได้จัดพิธีรับขวัญแม่โพสพในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับต้นข้าว ทั้งในช่วงตั้งท้อง หรือในช่วงที่อยู้ในฤดูเก็บเกี่ยวและนำข้าวไปเก็บไว้ในยุ้ง เป็นต้น

รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย
รับขวัญข้าว พิธีสำคัญตามความเชื่อของคนไทย ภาพจาก : www.sanook.com

ซึ่งประเพณีรับขวัญข้าวในช่วงข้าวตั้งท้องนั้น มักจะทำกันในช่วงออกพรรษา หรือประมาณเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และนิยมทำพิธีกันในวันศุกร์ เพราะชาวนาเชื่อว่า เมื่อทำให้แม่โพสพพึงพอใจแล้วจะส่งผลให้ข้าวที่ทำนั้นเกิดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีแมลง หรือศัตรูข้าวเข้ามารบกวน แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่มีพิธีกรรมนี้เกิดขึ้น ก็เปรียบเสมือนการสร้างขวัญกำลังใจในการทำนาให้กับชาวนานั่นเองค่ะ

สิ่งของสำคัญในพิธีรับขวัญข้าว

สำหรับสิ่งของที่ไว้ใช้ประกอบพิธีนั้น ตามความเชื่อที่ว่าแม่โพสพเป็นผู้ที่กำลังตั้งท้อง จึงมีเครื่องเซ่นสำหรับคนท้อง เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะยม มะเฟือง พร้อมด้วยอาหารคาวหวาน มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวย รวมทั้งมีความรักสวยรักงาม เจ้าของนาจึงได้นำเครื่องแต่งกาย เช่น สไบ สร้อยทอง หวี กระจก แป้งจันทร์ น้ำมันหอม มาเป็นเครื่องแต่งตัวให้กับแม่โพสพ

พิธีรับขวัญข้าวถือเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมสำคัญที่ชาวนาปฏิบัติกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ และถึงแม้ว่าพิธีกรรมนี้จะเริ่มหาชมได้ยากมากในปัจจุบัน แต่นี่ก็ยังคงเป็นเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนาให้ความเคารพ ทั้งยังเลื่อมไสศรัทธาเช่นเดิม

ข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ

ประเพณีของภาคกลางที่โดดเด่น มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง

ภาคกลางหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเพียงศูนย์กลางของการทำมาค้าขายเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ภาคกลางก็เป็นอีกหนึ่งภาคในประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยประเพณีและวัฒนธรรมที่โดดเด่นไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ที่สำคัญประเพณีของคนในภาคกลาง ก็ยังเต็มไปด้วยความเชื่อ เรื่องเล่า และความศรัทธาของคนมาตั้งแต่ในอดีตจวบจนปัจจุบัน

วันนี้เราจึงพาทุกคนมาทำความรู้จักกับประเพณีขึ้นชื่อของภาคกลาง จะมีประเพณีไหนโดดเด่น และน่าสนใจบ้างไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

ประเพณีรับบัว

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.thairath.co.th
  • ถือเป็นประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งของชาวบ้านอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบหลักฐานตั้งแต่ในปี พ.ศ.2467 ว่าเดิมทีเคยจัดขึ้นในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งในสมัยก่อนที่แห่งนี้เป็นที่อาศัยของคน 3 กลุ่ม คือ คนไทย ลาว และรามัญ (ชาวมอญพระประแดง) ที่มีความสัมพันธ์อันดีฉันท์พี่น้อง

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.siamrath.co.th
  • จัดขึ้นในช่วงแรม 15 ค่ำเดือน 10 จุดเริ่มต้นของประเพณีมีมาเมื่อประมาณ 400 ที่แล้ว โดยมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งประกอบอาชีพหาปลาขาย และได้ไปหาปลาที่แม่น้ำป่าสักทุกปี แต่แล้ววันหนึ่งบริเวณดังกล่าวกลับหาปลาไม่ได้เลยสักตัว จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นบริเวณวังมะขามแฟบ น้ำที่ไหลเชี่ยวมากกลับหยุดนิ่ง และมีพลายน้ำโผล่ขึ้นมาพร้อมพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ เมื่อถึงวันสารทไทยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวกลับหายไป ชาวบ้านจึงออกตามหาและพบพระพุทธรูปอยู่ในจุดเดิม (วังมะขามแฟบ) จากนั้นเป็นต้นมา ทุกวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 จึงมีประเพณีอุ้มพระดำน้ำเกิดขึ้น

ประเพณีวิ่งควาย

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.sites.google.com
  • เป็นประเพณีขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรี ที่มีมามากกว่า 100 ปี จัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือช่วงก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากตรากตรำจากการทำนามานาน อีกทั้งยังเหมือนเป็นการให้ประชาชนได้มาร่วมสังสรรค์และสัมพันธไมตรีกันในงานอีกด้วย

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : ที่นี่เมืองสองแคว.com
  • เป็นประเพณีพระราชทานที่ทำกันในเดือน 10 มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราขธานี แต่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูในช่วงรัชกาล 4 เป็นต้นมา แต่ในปัจจุบันจะทำกันในช่วงเดือน 12 บางแห่งก็อาจจะเป็นเดือนที่ 1 แล้วแต่พื้นที่

ประเพณีการทำบุญโคนไม้

รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง
รวมประเพณีสุดยิ่งใหญ่ของภาคกลาง : www.mgronline.com
  • เป็นประเพณีพื้นบ้านอย่างหนึ่งของจังหวัดตราด ที่จะทำกันในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคี การช่วยเหลือเกื้อกูลของคนในชุมชน ซึ่งนอกจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วยังเหมือนเป็นการปลูกฝังลูกหลานให้รู้จักรักผืนป่า ต้นไม้ และน้ำ ไม่คิดทำลายธรรมชาติ ที่ตนต้องพึ่งอาศัย

หากใครที่มีโอกาสมาเยือนที่ภาคกลาง ก็อย่าลืมแวะไปชมและไปเที่ยวเทศกาลสำคัญที่เรานำมาแนะนำนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Thailandbysai

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งงาน มีอะไรบ้าง ?

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

งานแต่งหรืองานมงคลสมรส คือการที่เราได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่ง และร่วมอำนวยอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตรักที่ราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรค และแน่นอนเลยว่างานนี้เป็นงานมงคลที่จัดเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต คู่บ่าวสาวก็คงอยากจะให้งานออกมาเพอร์เฟ็คที่สุด ฉะนั้นแล้วในฐานะที่เราได้รับเกียรติจากเจ้าของงานให้ได้เข้าไปร่วมในงานล่ะก็ สิ่งหนึ่งที่พึงระวังคือ ‘มารยาท’ ในการไปร่วมงาน วันนี้เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อถูกเชิญไปงานแต่งมาฝากทุกคนกัน เผื่อวันหนึ่งคุณจะมีโอกาสได้ไปร่วมค่ะ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

การเลือกสวมเสื้อผ้า

  • ควรเช็คกับคนไปร่วมงานคนอื่น ๆ หรือสอบถามบ่าวสาวว่างานครั้งนี้มีธีมหรือสีกำหนดหรือไม่ แต่หากคุณไม่มีชุดสีนั้นก็อาจจะเลือกโทนสีให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใส่สีที่โดดเก่นจนกินซีนเจ้าสาว และข้อห้ามสำคัญคือห้ามใส่สีดำเป็นอันขาดนะคะ

ไม่ถือวิสาสะเชิญแขกคนอื่นเอง

  • ก่อนอื่นคุณห้ามลืมเด็ดขาดว่างานแต่งงานเป็นของคนอื่น ฉะนั้น คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะชวนคนอื่นที่เจ้าภาพไม่ได้เชิญมาร่วมงานได้ เพราะหากคุณชวนมาเกินจำนวนที่บ่าวสาวตระเตรียมไว้ก็อาจจะส่งผลต่อแขกคนอื่น ๆ ได้ แต่หากบ่าวสาวเป็นคนเอ่ยปากขอให้คุณเป็นคนช่วยเชิญ ข้อนี้สามารถทำได้ค่ะไม่ติด

ดูแลบุตรหลานที่ไปร่วมงาน

  • บางคนอาจจะมีลูกเล็กที่อยู่ในวัยงอแงหรือวัยกำลังซน ฉะนั้น ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ให้ดีว่าเหมาะจะพาไปด้วยหรือไม่ เพราะหากน้องเกิดงอแงหรือวิ่งวุ่นในงานขึ้นมา อาจทำให้งานนี้ดูกร่อยไปเลยก็ได้
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไปร่วมงานแต่งงาน

เลือกโต๊ะในตำแหน่งที่พอเหมาะ

  • หากคุณเพื่อนซี้กับเจ้าภาพ คุณอาจจะมีโต๊ะส่วนตัวรองรับไว้อยู่แล้ว แต่หากคุณไปงานในฐานะคนรู้จัก ก็ควรเลือกนั่งในตำแหน่งกลาง ๆ ไปจนถึงท้าย ๆ ข้อสำคัญห้ามเลือกนั่งชุดโต๊ะหน้าสุดเด็ดขาด เพราะนั่นถือเป็นที่สำหรับแขก VIP นะคะ

อย่าไปงานสายจนเกินไป

  • คุณควรไปถึงงานอย่างน้อย ๆ 30 นาทีก่อนที่งานจะเริ่ม เพราะนอกจากจะได้โต๊ะในตำแหน่งที่ต้องการแล้ว คุณยังจะได้ดูบรรยากาศภายในงานแบบเพลิน ๆ อีกด้วย

ไม่คุยกับเจ้าภาพนานเกินไป

  • หากเป็นช่วงที่บ่าวสาวกำลังต้อนรับคนอยู่ คุณควรจะเข้าไปทักทายเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพระหากคุยนานเกินไปก็จะทำให้คนอื่น ๆ ไม่โอกาสแสดงความยินดี รอให้บ่าวสาวว่างแล้วค่อยคุยกันยาว ๆ ดีกว่านะคะ

ดื่มอย่างมีสติ

  • แม้จะเป็นงานรื่นเริงของคนสนิท แต่คุณก็ไม่ควรจะดื่มหนักจนเมามาย หรือหากจะดื่มแบบจัดเต็มก็ควรอยู่ในระดับที่ดูแลตัวเองได้ เพราะหากคุณเกิดอาเจียนหรือก่อความวุ่นวายขึ้นมา บ่าวสาวอาจจะไม่แฮปปี้ได้นะคะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นมารยาทในการเข้าร่วมงานแต่งที่พึงปฏิบัติ และถึงแม้ว่าคุณจะสนิทหรือไม่สนิทกับเจ้าภาพการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เช่นกันค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : praewwedding